คุยกับ “บก.ลายจุด” ในวันที่เขาไม่สงสัยเลยว่า ประเทศจะไม่เป็นประชาธิปไตย

“In a time of universal deceit, telling the truth is a revolutionary act.”

ในช่วงเวลาแห่งการหลอกลวง การบอกความจริงคือการปฏิวัติ

1948, George Orwell

 

ตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. จวบจนมาถึงตอนนี้ กว่า 6 ปี อภินิหารทางกฎหมายเกิดขึ้นมากมาย คคีความที่เกิดกับนักกิจกรรมและประชาชนผู้ต่อต้าน เรื่องที่ไม่ควรเป็นคดี ก็กลับเป็นคดีข้อหาใหญ่โต โดยเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 หรือ “ยุยงปลุกปั่น” โทษจำคุกสูงสุดถึง 7 ปี กลายเป็นข้อหาที่ถูกใช้พร่ำเพรื่อและเป็นข้ออ้างในจับกุมคนเห็นต่าง

คดีของสมบัติ บุญงามอนงค์ ถือเป็นคดีแรกๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เพียงไม่กี่วัน หลังเขาไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. เพราะไม่เห็นด้วยกับการล้มล้างอำนาจที่มาจากประชาชน

เขายังโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์เผด็จการที่มาในนาม “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” และชวนคนไปชูสามนิ้ว เพื่อต้านรัฐประหาร เขาโดนรวบตัวอย่างอุกอาจ โดยตำรวจและทหารกว่าสิบนาย พร้อมอาวุธครบมือ บุกไปจับถึงที่อยู่อาศัยในยามวิกาล ถูกเอาปืนจอหัว เอาผ้าปิดตา และถูกคุมตัวที่ค่ายทหารถึง 7 วัน ก่อนถูกนำตัวฝากขังที่ศาลทหาร

ด้วยเหตุผลเพียงเพราะเขาแสดงออกเพื่อต่อต้านเผด็จการ 

 

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ชวนคุยกับบก.ลายจุด ก่อนศาลจะมีคำพิพากษาในข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” คนๆ หนึ่งที่เอื้อนเอ่ยความจริงในยุคสมัยที่ต้องการควบคุมความจริง ผ่านมาจนถึงยุคที่ตอนนี้หากพูดคำเดิมก็ไม่ถูกจับแล้ว แต่คดีก็ยังดำเนินต่อไป

“ถ้าการกระทำครั้งนั้นมันผิด แล้วการที่ผมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอยู่ตอนนี้มันก็ต้องผิดสิ มันไม่ผิด ปรากฏว่าตอนนี้ผมไม่โดนฟ้อง แต่ว่าตอนนั้นโดนฟ้อง เป็นคดีใหญ่โตเลย แบบผมแทบจะล้มล้างการปกครอง มันประหลาดมากเลย”

ย้อนไปทบทวนตั้งแต่เหตุการณ์วันถูกจับกุมตัว การต่อสู้คดีกว่า 6 ปีที่เขาไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ตัวเองกระทำนั้นเป็นความผิด ความหวังที่หล่อเลี้ยงเขาในการต่อสู้จนถึงทุกวันนี้ ตลอดจนเขามองการต่อสู้ทุกวันนี้เป็นภารกิจของยุคสมัย และเป็นความสวยงามอย่างไร 

 

ย้อนกลับไปวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ช่วยเล่าเหตุการณ์ตอนตัดสินใจไม่ไปรายงานตัว ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ 

แวบแรกเลยผมคิดว่า การยึดอำนาจเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมายอาญา เป็นการกระทำผิด ล้มล้างอำนาจของประชาชน

อันดับแรกผมไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ อันที่สองตอนที่เขาเรียกรายงานตัว ผมคิดว่า เอาจริง ผมไม่รู้จักองค์กรนี้ เกิดมาไม่เคยได้ยิน ไอ้ คสช. เป็นองค์กรอะไร แล้วอยู่ดีๆ มาเรียกให้เราทำโน่นทำนี่ แล้วเราก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเรียกผม แล้วทำไมผมต้องไป มันก็เหมือนกับเวลามีใครบอกว่า สมบัติ มาหาหน่อยสิ ผมก็มีสิทธิที่จะไม่ไปถูกไหม แล้วยิ่งเป็นองค์กรประเภทยึดอำนาจมาแล้วเรียกไปรายงานตัว ผมไม่มีทางไป เพราะว่าการไป มันเป็นการยอมรับอำนาจเขา แล้วมันก็ไม่มีความผิดทางกฎหมาย ผมก็คิดว่าถ้าไม่ไป มันจะผิดไหม ผมก็เห็นว่าไม่ผิดนะ นึกไม่ออกว่ามันมีกฎหมายข้อไหนที่ผิด ผมก็เลยประกาศว่าผมไม่ไป เรียกผมยังไงผมก็ไม่ไป เต็มที่เขาก็เรียก แต่ว่าผมไม่ไป จะยังไงกับผม

แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่ามีคำสั่งออกมาอีก บอกว่าถ้าไม่ไปรายงานตัวมีความผิด มันก็ประหลาดนะ ผมไม่เคยเจอว่าความผิดเกิดจากการประกาศอะไรอย่างนี้ (ประกาศ คสช. ฉบับที่ 41/2557 ได้กำหนดให้การไม่มารายงานตัวกับ คสช. มีโทษทางอาญา) 

ชีวิตผมไม่เคยเจอ ผมคิดว่าการที่ผมจะมีคดีความได้ ก็ต้องเกิดจากการที่ผมทำผิดกฎหมาย แล้วกฎหมายมันต้องมีก่อนที่เราจะกระทำ ถึงทำให้ประชาชนวางตัวถูกว่าจะตัดสินใจได้ว่าจะทำหรือไม่ทำสิ่งนั้น ซึ่งตอนมีคำสั่งเรียกรายงานตัวมา ผมก็ไม่เห็นว่ามีกฎหมาย มีความผิดอะไร ต่อมาก็มีการประกาศบอกว่าถ้าไม่มาก็มีโทษ อันนี้เป็นเรื่องที่ผมประหลาดใจนิดหน่อย และผมก็รู้สึกว่ามันเป็นคำสั่งที่ไม่มีความชอบธรรม ถึงแม้ต่อให้ศาลจะยอมรับว่าสิ่งนั้นมีอำนาจ แต่ว่าผมไม่คิดว่ามันมีความชอบธรรมอะไร เริ่มต้นก็เป็นแบบนี้แหละ

 

ตอนนั้นที่ตำรวจบุกเข้าไปในบ้าน จับกุมเรา รู้สึกยังไง

เวลาที่เขาจับกุมผม เป็นช่วงหัวค่ำ กลางคืน ผมก็พักอยู่ในห้องนอนผมนั่นแหละ เขาเคาะประตูให้เปิดประตู พอเปิดประตูมาเสร็จ เขาก็เอาปืนจ่อหัวผม โอเคผมก็เข้าใจได้ว่าเขาก็ไม่รู้ว่าผมจะมีอะไรหรือเปล่า ในมุมมองผม ผมก็ไม่มีอะไรอยู่แล้ว สุดท้ายเขาก็ตรวจ ไม่มีอาวุธ ผมก็อยู่บ้านเพื่อน ไม่มีอะไรเลย   

เขาเอาปืนมาจับผม แล้วก็ปิดตาผม แล้วก็บอกว่าจะควบคุมตัว แต่ไม่บอกว่าจะพาผมไปไหน ผมไม่สามารถเข้าถึงทนายได้ ผมถูกควบคุมตัวไว้ในค่ายทหารแห่งหนึ่ง โดยที่ผมติดต่อใครไม่ได้ แล้วก็คนในครอบครัวผม ก็ไม่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน กระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการที่ผมก็ไม่คิดว่ามันเป็นกระบวนการทางกฎหมายนะ หมายถึงว่า ใครจะทำอะไรตอนนี้แบบนี้ ก็ทำไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่ผิด แต่ผมก็ถูกทำแบบนั้น 

คนที่จับผม มีทั้งตำรวจและทหาร แต่ว่าคนที่ควบคุมตัวผมเป็นทหาร ไปอยู่ในค่ายทหาร ซึ่งผมควรจะอยู่ที่ไหน ผมควรจะอยู่ที่สถานีตำรวจ ไปแจ้งความดำเนินการ ผมถูกควบคุมตัวตั้ง 7-8 วัน แล้วสุดท้ายก็ฟ้องผม 

ผมไม่เห็นด้วยกับทหารที่รัฐประหาร ทหารก็เลยมาจับผม ไปนอนค่ายทหาร ทหารฟ้องผม แล้วผมก็ต้องไปขึ้นศาลทหาร ทั้งที่ผมเป็นพลเรือน มันก็เป็นความรู้สึกถึงความไม่ปกติ แล้วก็ผมรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม ผมก็ต้องไปขึ้นศาลทหารอยู่พักใหญ่ๆ อยู่ 5 ปี

 

เล่าประสบการณ์การขึ้นศาลทหารให้ฟังหน่อย ที่บก.ลายจุดเคยบอกว่า เป็นรสชาติของการต่อสู้อันขมขื่น เป็นอย่างไร

อย่างที่ผมเรียน ผมคิดว่าคู่กรณีผมก็เป็นนายทหารกลุ่มหนึ่ง แล้วก็ศาลทหารก็เป็นศาลในกลไกของเขา คนที่นั่งตัดสินอยู่ ตุลาการก็เป็นตุลาการศาลทหาร อัยการก็เป็นอัยการทหาร ผมไม่รู้ว่าผมจะได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการนี้ได้หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่ผมสงสัยตลอดเวลา แล้วก็ผมต้องประกันตัวในอัตราที่สูง 

การได้ประกันตัวหรือไม่ประกันตัวนั้น ขึ้นอยู่กับคำสั่งหรือนโยบายของผู้มีอำนาจในเวลานั้น ซึ่งมันเป็นตัวแปร มันไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับว่าผมมีหลักทรัพย์หรือไม่ หรือผมมีสิทธิหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคู่กรณีของผม ว่าผมจะทำตัวเรียบร้อยพอไหม เขาจะรู้สึกวางใจได้ไหม ว่าผมจะไม่ทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อเขา ผมก็รู้สึกว่าเหมือนผมต้องไปต่อสู้คดีกับคู่กรณีที่เขาเป็นคนตัดสิน มันควรจะมีคนกลางหรือเปล่า ในมุมมองของผมนะ มันก็แปลกๆ 

 

 

บรรยากาศในศาลทหาร คุณเดินขึ้นไปศาลทหาร คุณจะเจอแต่ทหาร แล้วก็เจ้าหน้าที่ ทุกคนเป็นทหารหมด ตอนที่กำลังให้การ ก็มักจะมีนายทหารแต่งชุดมาร่วมสังเกตการณ์ มันก็ประหลาดนะ มันเห็นได้ชัดเลยว่าผมเป็นคู่กรณีกับทหาร ผมไม่ได้ทำผิดอาญาหรือทำความผิดต่อประเทศ แต่ว่าเป็นความผิดใจกับทหาร นี่แหละคดีผม อารมณ์ประมาณนี้นะ ในความรู้สึกผม ซึ่งบัดนี้ ผมก็คิดว่าคนที่สั่งการให้จับตัวผม ก็คงลืมไปแล้วว่าคดีนี้มันยังอยู่ 

แต่ว่าหกปีที่ผ่านมา ผมต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่ตลอดเวลา ใช้ชีวิตต้องมีเงื่อนไขชีวิต แล้วมันก็น่าเบื่อนะครับ ไปศาลนี่มันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมาก ก็ต้องขึ้นๆ ลงๆ อยู่อย่างนี้ เวลาจะเดินทางไปไหนก็ติดขัด ต้องไปขออนุญาต มันก็มีความยุ่งยากพอสมควร เพราะว่าเขาก็มีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศ 

.

นอกจากภาระทางคดีที่ต้องขึ้นลงศาล ต้องขออนุญาตเวลาออกนอกประเทศ แล้วยังถูกอายัดบัญชีด้วยใช่ไหม

ผมอาจจะไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ผมเป็นเอ็นจีโอ เป็นนักกิจกรรมทางสังคม แล้วผมก็พอจะรู้ว่าคนที่จะถูกอายัดบัญชีได้ต้องเป็นคนประเภทไหน คือคนที่ไปฉ้อโกงเขามา ค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติด ทำนองนี้ 

แล้วผมทำอะไร เขาอายัดบัญชีผม เพราะว่าผมไม่ไปรายงานตัว คือแล้วก็ยาวเลยนะครับ คดีไม่รายงานตัวผมก็ดำเนินการภายในสองสามปีแรกก็เสร็จแล้ว ตัดสินแล้ว คดีจบแล้ว แต่ว่าอายัดบัญชียังอยู่ 

ผมต้องต่อสู้เรื่องการยกเลิกการอายัดบัญชีอยู่ 5 ปี ถึงจะได้บัญชีคืน ต้องไปถึงขนาดทำตัวเองแบบบ้าๆ บอๆ ไปตามประยุทธ์ คือให้เขารู้ว่า คุณออกคำสั่งนี้กับผมนะ เคยมีนักข่าวไปถาม ประยุทธ์ก็บอกว่าไม่รู้จักผม ทั้งๆ ที่เป็นคนออกคำสั่ง ทั้งอายัดบัญชีผม ทั้งเรียกผมมารายงานตัว เขาเป็นคนเซ็น แต่เขาบอกว่าไม่รู้จักผม ช่วงนั้นก็ยืดเยื้อกันพอสมควร 

มันไม่ยุติธรรมหรอกครับ (นิ่งคิด) ทำธุรกรรมอะไรไม่ได้เลย ผมอยู่ได้ด้วยบัตรเอทีเอ็มของลูกสาว ลูกสาวทิ้งบัตรเอทีเอ็มให้ใบหนึ่ง เวลาใครจะโอนเงินให้ผมต้องโอนเข้าบัญชีนี้ ผมต้องไปขายนาฬิกา 2475 ไปขายข้าวลายจุด เพื่อจะเลี้ยงดูตัวเอง ข้าวลายจุดก็ถูกรังแกอีก ห้ามขายข้าว หาว่าผมทำลายกลไกตลาดข้าวในเมืองไทย ทั้งๆ ที่ผมขายข้าวไม่กี่ถุงเอง เพราะว่าผมไปซื้อข้าวชาวนา เกวียนละหมื่นห้า เหมือนตอนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ (หัวเราะ) จริงๆ ระหว่างที่ คสช. มีอำนาจอยู่ ผมก็ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องอะไรประมาณนี้ตลอด

 

แสดงว่าบัญชีเพิ่งได้คืนมาประมาณสักปีหนึ่งเอง

ใช่ แล้วผมต้องไปนั่งอธิบาย พอเขาประกาศยกเลิกคำสั่งแล้ว ธนาคารเขาไม่ได้ทำให้เลยนะ ผมต้องไปคุยทีละธนาคาร แล้วอธิบายให้เขาฟัง ก็ต้องต่อสู้ ทะเลาะกับธนาคารด้วยนะ เขาบอกให้ผมไปเอาคำสั่งศาลมา ผมก็บอกว่าตอนคุณอายัดบัญชีผม คุณไม่ได้ขอคำสั่งศาลมาอายัดบัญชีผม ไม่มีใครส่งเอกสารมาให้คุณอายัดบัญชีนั้น คุณแค่มีประกาศ คสช. เขาก็ไล่ผมให้ไปเอาประกาศ คสช. มา ผมก็บอกว่าคุณก็เปิดเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาดูประกาศ 

กว่าจะได้แต่ละธนาคาร เสร็จแล้วก็ต้องไปธนาคารที่สอง ที่สาม ที่สี่ วุ่นวายมากชีวิตตอนนั้นเหมือนคนเกเร แต่จริงๆ แล้วต่อสู้เรื่องสิทธิของตัวเอง ผ่านมาได้ก็เหลือแต่คดีความ เหลือคดี ม. 116 กับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ระหว่างนั้นที่มันมีการยึดอำนาจแล้วก็ยังไม่มีการประกาศ รธน ชั่วคราวเนี่ย ตอนนั้นที่มันเป็นรอยต่อ ผมก็โพสต์ข้อความต่อต้าน คสช ตำหนิการกระทำดังกล่าว เขาก็ถือว่าการกระทำของผมเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อความมั่นคงของรัฐ ก็สู้กันมา 6 ปี ตัดสินวันที่ 30 ก.ค. นี้แล้ว

 

บก.ลายจุด ต่อต้านรัฐประหารมาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่รัฐประหารปี 2534, 2549  ครั้งนี้ถือว่าโดนหนักกว่าครั้งก่อนๆ ไหม

ตอนปี 2549 ไปโดนตอนหลังๆ แต่ว่าคดีก็ไม่ได้ใหญ่อะไร เป็นคดีหมิ่นประมาทพลเอกสนธิ พลเอกสะพรั่ง ขึ้นสู่ศาลยุติธรรมก็ยกฟ้องไปไม่มีอะไร แต่ครั้งนี้ถือว่าเข้มงวดกับการแสดงความคิดเห็นกว่าครั้งก่อนๆ และก็มีการฟ้องร้องประชาชนจำนวนมาก 

ส่วนตัวผมไม่คิดว่าผมทำอะไรผิด ผมก็แค่แสดงความเห็น ใช้สิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนทั่วไป ก็ทำเหมือนที่ทำอยู่ตอนนี้ และทำเหมือนกับก่อนที่จะมีการยึดอำนาจ ผมก็ทำตัวแบบนี้แหละ คือเป็นตัวของตัวเองมาโดยตลอด ถ้าการกระทำครั้งนั้นมันผิด แล้วการที่ผมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอยู่ตอนนี้มันก็ต้องผิดสิ มันไม่ผิด ปรากฏว่าตอนนี้ผมไม่โดนฟ้อง แต่ว่าตอนนั้นโดนฟ้อง เป็นคดีใหญ่โตเลย แบบผมแทบจะล้มล้างการปกครอง มันประหลาดมากเลย

 

 

ให้มองย้อนกลับไป บทเรียนจากการต่อสู้ครั้งนี้คืออะไร

ในส่วนตัวผมก็ต้องยอมรับว่า คสช. เขาอยู่ได้ยาวถึง 5 ปี ในนามของ คสช. แล้วยังสามารถจัดตั้งรัฐบาลหลังจากนั้นได้อีก ก็แสดงว่าการขัดขวางของเราไม่ประสบความสำเร็จ แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ว่าการกระทำของ คสช. ของผู้มีอำนาจในเวลานั้น มีประชาชนกลุ่มหนึ่งไม่ยอมรับ 

คดีความต่างๆ เหล่านี้ มันก็เป็นการบันทึกไว้ในระบบกระบวนการยุติธรรม หวังว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นกรณีศึกษา (case study) เล็กๆ หรือมีการนำคำพิพากษามานั่งอภิปรายกันในอนาคต ในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องการกฏหมาย ในทางรัฐศาสตร์ ก็หวังว่ามันจะเป็นแบบนั้น ให้มันบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เพราะเขามีกำลังมีปืน เราก็แค่มีปากมีเสียง 

 

อยากให้ฝากถึงคนที่เพิ่งเข้ามาต่อสู้กับเรื่องนี้ อะไรทำให้บก.ลายจุดยืนหยัด มั่นคงได้ จนถึงทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่ผ่านอะไรมาเยอะมาก

ก็เห็นว่าสิ่งนี้มันไม่ถูกต้อง เราคงไม่ยอมให้สิ่งนี้มันดำรงอยู่เรื่อยๆ เราก็ไปขัดขวางมัน แล้วก็หวังว่าวันหนึ่งแนวทางที่ถูกต้องในสังคมก็จะต้องปรับเปลี่ยน 

 

มองไปข้างหน้ามีความหวังยังไงบ้าง

ผมไม่สงสัยว่าประเทศมันจะไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่สงสัยเลย มันเป็นแน่นอน มันเป็นเมื่อไร ด้วยเงื่อนไข ด้วยเหตุการณ์อะไรเท่านั้นเอง มันมีความยุ่งยาก มีความสูญเสียมาก ประชาชนจะยากลำบากขนาดไหน แต่ว่าผมไม่สงสัยว่าประเทศจะไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะมันเป็นเป้าหมายแน่นอน มันไปสู่สิ่งนั้นแน่นอน รุ่นนี้ไม่สำเร็จก็จะมีรุ่นต่อๆ ไป

 

ไม่สงสัยเลย

ไม่สงสัยเลย มันต้องเป็นแบบนั้นน่ะ 

 

แม้ว่ามันจะไม่เห็นในรุ่นเราก็ตาม

ใช่ (หนักแน่น) หรืออาจจะไม่เห็นก็ได้ 

 

แต่ก็ไม่สงสัยอยู่ดี 

(หัวเราะ) คุณจะสงสัยได้ยังไง มันมีอะไรดี มันมีอะไรถูกต้องกว่านี้เหรอ เพราะเขาฝืนเต็มที่เลย เขาใช้พลังในการทำลายความชอบธรรมมหาศาลเพื่อฝืนหลักการนี้ ฝืนสุดฤทธิ์สุดเดชเลย วันหนึ่งเขาก็ต้องอ่อนแอลง ประชาชนก็จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มากขึ้น และมีคำถามมากขึ้น เหมือนที่เราเห็นคนรุ่นใหม่ออกมาในเวลานี้ ความรู้สึกของผู้คนในเวลานี้ มันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

ผมเชื่อว่าในวิวัฒนาการของประชาธิปไตย มันจำเป็นอย่างมากที่ต้องมีเผด็จการที่สร้างประชาธิปไตย สร้างนี่ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้สร้างนะ มันเป็นปฏิกิริยา ประชาธิปไตยก็เป็นปฏิกิริยาของเผด็จการนี่เอง 

ด้านดีของมันก็คือด้านนี้ มันสร้างคนรุ่นใหม่ ทำให้เกิดการเรียนรู้และเกิดสำนึกขึ้นมา ไม่มีใครด่าประยุทธ์ได้มันเท่านี้แล้ว ไม่มีใครที่วิจารณ์ได้สนุกปากเท่าประยุทธ์แล้ว เอาจริงๆ ถ้าเปลี่ยนตัว ไม่ใช่ประยุทธ์แล้วมันจะลำบาก การวิพากษ์วิจารณ์จะไม่สนุกเท่านี้แล้ว มันสนุกมากนะ คุณประยุทธ์นี่เป็นตัวละครที่เวลาพูดถึงเขาแล้วสนุกมาก มีรสชาติ มีสีสันมาก และมันกระตุ้นนะ เด็กๆ ก็สามารถจะวิพากษ์วิจารณ์ได้ง่าย 

 

การที่โดนทหารกระทำขนาดนี้ บก.ลายจุด มีความเจ็บแค้นไหม หมายถึงการกระทำมันเกินกว่าเหตุมาก เราเพียงแค่แสดงความเห็นโดยสุจริต 

พูดตรงๆ มันก็ผ่านมานานแล้ว ผมไม่รู้จะเรียกว่าความโกรธแค้นได้ไหม ไม่แน่ใจ เพราะถ้าผมแค้นผมคงต้องมีอารมณ์ความรู้สึกแบบนั้นตลอดเวลา ผมไม่ได้ตื่นมาแล้วคิดถึงเขา ก่อนนอนก็ไม่ได้คิดถึงเขา ผมไม่ได้อยู่ในสภาวะตามอารมณ์แบบนั้น ความโกรธแค้นนี่มันอยู่กับเราตลอดเวลา ผมไม่มีสิ่งนั้นเลย ผมไม่ได้คิดถึงเขาเลย ไม่ได้คิดแบบนั้น แต่มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตใน พ.ศ. นี้ หรือในช่วงอายุนี้ เป็นสภาพแวดล้อมของชีวิต

 

แต่เราไม่ยอมรับมันได้ไหม เคสที่เราโดนก็ไม่ใช่เราโดนคนเดียว เราจะอยู่กับมันอย่างไร

ผมมีหลักอยู่อันหนึ่ง คือผมรู้ว่ามันอยุติธรรมนะ และความอยุติธรรมนี่มันกัดกร่อนมาก มันกระทบกระเทือน สะเทือนต่อชีวิต อารมณ์ และวิธีคิดเรา แต่ผมจะไม่ยอมให้มันทำเราเป็นบ้าหรือทำลายตัวเรา ด้วย เพราะว่ามันมี 2 ปัจจัย ปัจจัยภายนอกที่เค้ากระทำต่อเราและปัจจัยภายในเราเอง ผมอาจจะโรแมนติกไปนิดหนึ่ง แต่ผมคิดว่าเราต้องประคองการใช้ชีวิตของเรากับมันไปให้ได้ 

ถ้าคุณเคยดูหนัง Life is Beautiful อาจจะไม่ถึงขนาดนั้น แต่ผมก็ชอบหนังเรื่องนี้มาก เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ในสภาวะที่แย่ขนาดไหนก็ยังประคองชีวิตและอารมณ์ไม่ให้เสียสติไปกับความบ้าบอ ความโหดเหี้ยมหรือความไร้เหตุผลของสังคมได้ ผมก็ต้องมีชีวิตไป ยิ้มได้ หัวเราะได้ กินได้ นอนได้ เอาตัวรอดได้ ก็โกรธแค้นได้ แต่ก็ไม่ควรเสียสติ 

 

หนังเรื่อง Life is Beautiful ถือว่าเป็นหนังที่ยืนเคียงข้างอุดมการณ์ในการต่อสู้ของ บก.ลายจุด ไหม

ผมทำขนาดนั้นไม่ได้ ผมคิดว่าถ้าผมไปตกอยู่ในภาวะสงครามขนาดนั้น ผมอาจจะเลือกฆ่าตัวตายก็ได้ ผมคงทนหรือต่อสู้กับคนที่กระทำกับผมขนาดนั้นไม่ได้ แต่มันเป็นหนังที่ดีในเชิงปรัชญา มันอาจจะเกินจริงเพราะมันเป็นหนัง แต่มันสอนเราว่าเราต้องมีชีวิตและมันก็สวยงามไปอีกแบบหนึ่งนะ แต่ผมไม่ได้ยอมรับมันนะ 

ช่วงหลังผมก็คิดว่ามันคือฤดูกาลของชีวิต เราอยู่ในสังคมไทยมันก็มีหน้าร้อน หน้าหนาว หน้าฝน หน้าแล้ง ชีวิตก็มีบางช่วงที่มันแล้งน่ะ ความแล้งก็มีความดี มีเหตุผลของมันอยู่ มีความร้อนก็ดีที่ทำให้โควิดไม่ระบาด อากาศเมืองไทยที่เราเคยด่าทอกัน ที่บอกว่ามีแต่ร้อน ร้อนมาก ร้อนฉิบหาย เคยรู้สึกเกลียดฤดูร้อน แต่ผมก็รักฤดูร้อนเพราะมันก็มีข้อดี อย่างที่ผมบอกว่ามันก็มีข้อดีที่เราอยู่ภายใต้รัฐบาลติ๊งต๊องอย่างประยุทธ์ที่เป็นเผด็จการ มันก็สร้างคนจำนวนหนึ่งให้ตื่นตัวในเรื่องประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการ 

 

สมมติว่ามันจะไปสู่จุดรัฐประหารครั้งต่อไป แล้วเราจะต้องสู้กันอีก เราได้บทเรียนอะไรจากยุคนี้บ้าง

ผมก็จะอ้อนวอนผู้ทำรัฐประหารว่าอย่าเรียกผมไปรายงานตัว (หัวเราะ) ผมเตรียมเลย ผมกะเลยประโยคแรกที่ผมจะโพสต์จะแสดงออก คือกรุณาอย่าเรียกผมไปรายงานตัว กรุณาเลย กรุณาอย่าทำแบบนั้น เพราะผมไม่ไป ผมก็จะใช้การประกาศว่าผมไม่ไปรายงานตัว เป็นการบอกว่าผมไม่ยอมรับ 

 

ย้อนกลับไปเรื่องการต่อสู้คดีในศาล แล้วบก.ลายจุด ต้องนั่งฟังพยานโจทก์มาเบิกความ บรรยากาศตอนนั้นเป็นยังไง ที่เราต้องมานั่งฟังคนพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ 

ผมเห็นว่าแต่ละคนมาด้วยความไม่กระตือรือร้น มาแบบซังกะตาย ไม่ได้รู้สึกว่าไอ้คนนี้เป็นฆาตกรหรือเป็นคนที่ต้องจัดการ ไม่เลย ทุกคนมาแบบซึมๆ พูดไปเรื่อยๆ เล่าว่าเหตุการณ์เป็นยังไง เรื่องนี้ผมไม่เกี่ยวข้อง ผมอยู่ในขั้นตอนเอกสารเฉยๆ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับการกระทำของคุณสมบัติ 

มันเป็นคดีที่จืดชืดมาก พูดตรงๆ นะ การโต้แย้งของอัยการก็จืดชืดมาก มันไม่เหมือนการที่ฝ่ายโจทก์ซักฟอกผมนะ กลายเป็นว่าฝ่ายจำเลยซักฟอกฝ่ายโจทก์ มันตลกไหม สถานการณ์ในศาลเป็นแบบนี้นะ กลายเป็นความกระอักกระอ่วนของฝ่ายโจทก์ ไม่ใช่ฝ่ายจำเลย เป็นบรรยากาศที่แปลกมากเลย แทนที่ผมจะต้อง โอ้โห้ ปัดนู่นปัดนี่ หรือมีความรู้สึกว่าตัวเองกระทำความผิด ไม่ๆๆ คนที่น่ารักแบบผมขนาดนี้มากระทำความผิด (หัวเราะ) 

 

มันขำขื่นไหมในแง่หนึ่ง 

เรียกว่าเป็นการเอาห่วงผูกขาผมไว้เพื่อไม่ให้ผมขยับตัว โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่าเขาตั้งใจที่จะเอาผิดผมจริงๆ ผมคิดว่าเจตนาของผู้สั่งการหรืออะไรในเวลานั้น เป็นไปเพื่อต้องการยุติการเคลื่อนไหวของผมเท่านั้นเอง เพราะหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้พยายามจะจัดการอะไรผมในด้านคดีความ ไม่ได้พยายามขุดคุ้ยข้อเท็จจริงเพื่อต่อสู้ทางกฎหมายกับผมอย่างเต็มที่ ผมก็ตีความว่ามันเป็นการเจาะยาง เอาห่วงมาเกี่ยวขาผมไว้ ไม่ให้ผมวิ่งได้ เดินได้

 

ในคำพิพากษาที่จะถึงวันที่ 30 ก.ค.นี้ บก.ลายจุด มองว่าแนวโน้มมันจะเป็นอย่างไร

โดยสามัญสำนึกของผมก่อนนะ ผมไม่มีความผิด ผมไม่รู้สึกตัวเองผิด หากผมจะถูกลงโทษก็ไม่ใช่เพราะผมทำผิด หากผมจะถูกลงโทษก็เพราะว่าผมเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐประหาร มันมีเหตุผลเดียวและผมจะยอมรับด้วย หมายความว่าผมคิดว่าหากผมถูกตัดสินว่าผิด ผมก็จะถูกตัดสินด้วยเหตุผลนี้ 

ในแง่หนึ่งผมก็รู้สึกว่าไม่เลวนะ ผมจะได้เป็นคนที่ถูกตัดสินจำคุกเพราะว่าผมเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐประหาร ก็ไม่อยากติดคุกหรอก แต่ถ้ามันเป็นไปด้วยเหตุผลนี้ มันก็เป็นเกียรติแบบหนึ่ง แต่อย่าติดนานนะ (หัวเราะ) เอาผมติดคุกแล้วเขาได้อะไร ผมไม่ได้ทำอะไร ผมก็อยู่อย่างนี้ ผมติดคุกแล้ว มันจะดีขึ้นยังไงเหรอ ผมยังนึกไม่ออกเลย แล้วมันจะอธิบายชาวโลกยังไง เพราะผมชูสามนิ้ว ที่ให้คนมาชูสามนิ้วกัน มาด่าคณะรัฐประหารว่าเป็นกบฎ ทำการยึดอำนาจ มันผิดยังไงเพราะมันเป็นข้อเท็จจริง ผมก็นึกไม่ออก 

แต่ว่าผมถามทนายความของผมว่า ผมจะติดคุกไหม แกบอกว่า สมบัติ สมบัติไม่ติดหรอก แต่เพื่อความไม่ประมาทก็อย่าลืมพวกแปรงสีฟัน ยาสีฟันด้วย (หัวเราะ) ผมก็บอกแกว่าจะพกแปรงสีฟันกับยาสีฟันไปเช้าวันนั้น ติดตัวไว้ แล้วก็ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อยืด

 

ให้ บก.ลายจุด ช่วยให้กำลังใจคนรุนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเคลื่อนไหวต่อสู้

ตอนผมอายุ 23 น่ะ ผมก็ออกมาต่อสู้คัดค้านการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)  23 กุมภาพันธ์ 2534 ผมก็ออกมาเคลื่อนไหว ผมก็คิดว่าตอนนั้นผมเรียกตัวเองว่าคนหนุ่มสาวได้เต็มที่ เป็นครั้งแรกที่ผมมีบทบาททางการเมือง แสดงออกทางการเมือง ไม่มีขบวนการอะไรขนาดนี้ ไม่มีเครื่องมือ มันยากกว่านั้นเยอะ แล้วก็เกิดเหตุการณ์พฤษภาปี 35 

ผมคิดว่ามันเป็นภารกิจของยุคสมัย คุณเป็นหนุ่มสาวในยุคสมัยนั้น คนหนุ่มสาวในมุมมองผมก็ไม่ใช่แค่เรื่องอายุนะ แต่เป็นคนที่มีจิตวิญญาณที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง มันเป็นหน้าที่หนึ่ง เราไม่ได้เกิดมาเพื่อจะตาย แน่นอนเราเกิดมาแล้วต้องตาย แต่เรามีหน้าที่บางอย่างในทางสังคมหรืออารยธรรมเพื่อให้อารยธรรมมันหมุนไปข้างหน้า 

ในแง่หนึ่งผมก็ไม่รู้มันเรียกว่าความโชคดีได้ไหมที่คุณจะมีโอกาสเผชิญหน้ากับเรื่องที่มันไม่น่าจะเกิดขึ้นแล้ว คือคุณจะมีโอกาสต่อสู้กับพวกเผด็จการติงต๊องแบบประยุทธ์ได้ยังไง มันทั้งสนุกทั้งน่าโมโหทั้งอะไรก็จริง แต่มันมีไม่กี่ประเทศใน พ.ศ .นี้ ที่คนหนุ่มสาวจะได้มีโอกาสต่อสู้กับเผด็จการทหารแบบนี้ 

ดังนั้นใช้โอกาสเถอะ โอกาสที่มันเกิดสิ่งนี้ในยุคสมัยของคุณ ดังนั้นทำหน้าที่ของคุณให้ดีที่สุด สนุกจะตาย.

 

 

อ่านประเด็นและเรื่องราวการต่อสู้คดี ม. 116 ของสมบัติเพิ่มเติมใน 6 ปี เส้นทางการต่อสู้คดี ม.116 ของ ‘บก.ลายจุด’ ก่อนฟังคำพิพากษา 30 ก.ค.นี้