เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 63 ศาลอาญานัดสอบคำให้การในคดีของกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ นักกิจกรรมทางการเมือง ในข้อหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีโพสต์ถึงประวัติศาสตร์ของสถาบันกษัตริย์ในต่างประเทศ และ #ขบวนเสด็จ หลังถูกอัยการสั่งฟ้องเมื่อต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และยืนยันต่อสู้คดีต่อไป

คดีนี้เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 62 กาณฑ์ได้ถูกเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ควบคุมตัวจากบ้านพัก ตามหมายจับของศาลอาญาลงวันที่ 7 ต.ค. 62 ในข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (3) โดยพนักงานสอบสวนไม่เคยมีการออกหมายเรียกมาก่อน หลังจากนั้นกาณฑ์ได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา และตำรวจมีการตรวจยึดโทรศัพท์มือถือและโน้ตบุ๊กของผู้ต้องหาเอาไว้ด้วย

ในวันที่ 8 ต.ค. 62 พนักงานสอบสวนได้นำตัวกาณฑ์ไปขออำนาจศาลฝากขัง ก่อนที่ศาลอาญาจะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวกาณฑ์ ด้วยหลักทรัพย์ 100,000 บาท และมีเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหาโพสต์ข้อความลักษณะนี้ โดยคดีนี้มีทนายความจากสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย

.

.

ต่อมา น.ส.ธีรารัตน์ บุตรโพธิ์ อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 63 โดยศาลได้ให้ใช้หลักทรัพย์เดิมจำนวน 100,000 บาท และใช้สัญญาเดิมในการขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณา

ในส่วนรายละเอียดที่กาณฑ์ถูกสั่งฟ้อง อัยการระบุว่าระหว่างวันที่ 2 ต.ค. ถึง 4 ต.ค. 2562 กาณฑ์ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวที่มีการตั้งค่าเป็นสาธารณะ โดยมีข้อความที่บุคคลทั่วไปที่พบเห็นเข้าใจว่ามีเจตนาพาดพิงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยในลักษณะประโยคคำถาม พร้อมการเปรียบเทียบถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในต่างประเทศ ได้แก่ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ในประเทศรัสเซีย, พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ในประเทศฝรั่งเศส, จักรพรรดิไกเซอร์แห่งประเทศเยอรมนี, กษัตริย์ในประเทศกรีซ หรือกษัตริย์ในประเทศลาว ขณะที่อีกโพสต์ข้อความหนึ่งเกี่ยวข้องกับกระแสเทรนด์แฮซแทก #ขบวนเสด็จ ในทวิตเตอร์ในขณะนั้น โดยกาณฑ์โพสต์ตั้งคำถามว่าพระราชวงศ์องค์ใดเป็นผู้เสด็จ

อัยการผู้ฟ้องคดีบรรยายว่าข้อความดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และปลุกปั่นทำให้ประชาชนและบุคคลทั่วไปเกิดความตระหนกตกใจ เกิดความเข้าใจผิด และถูกชักจูงให้ต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักและเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จนอาจนำมาซึ่งความเกลียดชัง หรือความแตกแยกในสังคม ถึงขั้นออกมากระทำความผิดต่อกฎหมาย ก่อความเดือดร้อน หรือก่อให้เกิดความไม่สงบของประชาชนภายในประเทศไทย อันความเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

ในการสอบคำให้การในชั้นศาล กาณฑ์ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ศาลอาญาจึงได้นัดหมายตรวจพยานหลักฐานในคดีต่อไปในวันที่ 14 ก.ย. 63 เวลา 09.00 น.

ก่อนหน้าการถูกจับกุมในคดีตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ นี้ เป็นช่วงที่เกิดกระแสแฮชแทก #ขบวนเสด็จ ในทวิตเตอร์ จากกรณีผู้ใช้โซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์เรื่องปัญหาการจราจรย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กาณฑ์เป็นหนึ่งในคนที่โพสต์แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวด้วย ต่อมาช่วง 23.00 น. ของวันที่ 3 ต.ค. เขาได้รับข้อความทาง SMS ในโทรศัพท์มือถือ เป็นภาษาอังกฤษว่า “ขอให้ปิดบัญชีโซเชียลมีเดียทั้งหมดภายในคืนนี้เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง” ระบุชื่อผู้ส่งว่า “RoyalPalace”

หลังจากได้รับข้อความดังกล่าว กาณฑ์ได้ปิดบัญชีทั้งหมดและต่อมาได้รับข้อความที่ 2 ช่วงเที่ยงของวันที่ 4 ต.ค.ระบุว่า “ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ” ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ส่งข้อความในลักษณะดังกล่าว

.

ภาพจาก Banrasdr Photo

.

ในส่วนคดีของกาณฑ์ ยังเป็นหนึ่งในแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการใช้ข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 โดยการนำเฉพาะข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) มากล่าวหาผู้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เพียงข้อหาเดียว โดยไม่ตั้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ด้วย

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นที่ต้องจับตาแนวทางการพิจารณาของศาลต่อไป ว่าการใช้เฉพาะข้อหา “นำเข้าสู่ระบบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา” โดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาประกอบด้วยนั้น สามารถกระทำได้หรือไม่ และจะพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดเพียงข้อหาเดียวได้อย่างไร

สำหรับกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ ปัจจุบันอายุ 26 ปี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กาณฑ์เคยเข้าร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งในช่วงปี 2561 ทำให้ถูกกล่าวหาดำเนินคดีร่วมกับแกนนำคนอยากเลือกตั้งจำนวน 2 คดี ได้แก่ คดีชุมนุมที่ถนนราชดำเนิน (RDN50) และคดีชุมนุมหน้ากองทัพบก (ARMY57) โดยจนปัจจุบันคดีลำดับที่ 2 ยังอยู่ระหว่างรอการสืบพยานในชั้นศาล กาณฑ์ยังทำกิจกรรมด้านส่งเสริมสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ควบคู่ไปกับการทำงานในธุรกิจของครอบครัว