จากกรณีนักเรียนในโรงเรียนหอวัง ประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรม #หอวังจะพังเผด็จการ ในวันที่ 7 ส.ค. 63 เวลา 15.30 น. บริเวณหน้าอาคารวชิรุณหิศ (ตึก 10) โดยเป็นกิจกรรมเชิญชวนนักเรียนให้ร่วมกันชูกระดาษเปล่า พร้อมตะโกน “ทวงคืนประชาธิปไตย” จำนวน 10 ครั้ง ต่อมาพบว่านักเรียนมีการประกาศยกเลิกกิจกรรมที่จะจัดขึ้น เนื่องจากเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากโรงเรียนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นักเรียนในโรงเรียนหอวังเปิดเผยเพิ่มเติมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ว่าหลังจากมีการประกาศจัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 63 เริ่มมีการแชร์และทวิตบนโลกออนไลน์ ในช่วงเช้าวันที่ 5 ส.ค. 63 นักเรียนที่จะจัดกิจกรรมได้ถูกผู้อำนวยการของโรงเรียนเรียกตัวไปพูดคุย แต่เมื่อไปพบผู้อำนวยการ กลับพบว่ามีทั้งคุณครูในโรงเรียนจากฝายต่างๆ มากกว่า 10 คน และยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ระบุว่ามาจากสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน มาร่วมในการพูดคุยด้วย

ทางผู้อำนวยการของโรงเรียนได้แจ้งกับนักเรียนว่ากิจกรรมที่มีการประชาสัมพันธ์ จะทำให้ชื่อเสียงของโรงเรียนเสียหาย เนื่องจากมีการใช้ชื่อโรงเรียนในการทำกิจกรรม เมื่อนักเรียนแจ้งว่าจะสามารถเปลี่ยนไปใช้คำว่า “กลุ่มนักเรียนหอวัง” แทนได้หรือไม่ ทางผู้อำนวยการยังยืนยันว่าไม่สามารถใช้ได้ เพราะเป็นชื่อของโรงเรียนอยู่

ผู้อำนวยการยังระบุเรื่องการไม่อนุญาตให้จัดหรือใช้ชื่ออาคารวชิรุณหิศในการจัดกิจกรรมด้วย เพราะเป็นชื่อที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และยังระบุว่ากิจกรรมไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกมาเข้าร่วมด้วย

นอกจากนั้นทางตำรวจจากสน.พหลโยธินยังพยายามสอบถามแนวความคิดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมนี้ รูปแบบของกิจกรรม และยืนยันให้นักเรียนหาวิธีไม่ให้มีบุคคลที่สามมาเข้าร่วม ตำรวจยังพยายามขอข้อมูลส่วนตัวของนักเรียน ทั้งชื่อสกุล เบอร์ติดต่อของนักเรียน และเบอร์โทรศัพท์ของผู้ปกครอง และยังมีการระบุว่าจะแจ้งผู้ปกครองของนักเรียนให้รับรู้ด้วย

ในการพูดคุย ทางโรงเรียนและตำรวจไม่ได้มีการสั่งห้ามทำกิจกรรมโดยตรง แต่ก็มีลักษณะการพยายามตั้งเงื่อนไขจำนวนมากในการจัดกิจกรรม ทำให้นักเรียนต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไป ทั้งยังถูกย้ำว่ากิจกรรมจะส่งผลกระทบถึงชื่อเสียงของโรงเรียน

หลังจากการพูดคุย ทางกลุ่มนักเรียนจึงได้ประกาศเปลี่ยนรูปแบบการชุมนุม โดยปรับเหลือการชูกระดาษเปล่าเป็นเวลา 10 นาที โดยไม่ส่งเสียงหรือกล่าวคำพูดใดๆ ทั้งยังย้ายสถานที่จัดไปยังหอประชุมโรงเรียนหอวังแทน โดยจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่เกิน 80 คน และให้มีการลงชื่อนักเรียนที่จะเข้าร่วมก่อน ทั้งผู้เข้าร่วมต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง และไม่ให้บุคคลภายนอกและศิษย์เก่าเข้าร่วมกิจกรรมอีกด้วย

แต่ต่อมานักเรียนเห็นว่ารูปแบบกิจกรรมในลักษณะนี้จะส่งผลถึงความปลอดภัยของผู้เข้าร่วม และอาจทำให้เกิดการคุกคามนักเรียนเกิดขึ้น จึงตัดสินใจประกาศยกเลิกกิจกรรมไปก่อน

นักเรียนผู้จัดกิจกรรมระบุว่าเริ่มแรกกิจกรรมเพียงต้องการร่วมกันเรียกร้องประชาธิปไตยในพื้นที่โรงเรียน สิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อถูกกดดันจนต้องยกเลิกกิจกรรม ทำให้รู้สึกหมดหวังนิดหน่อย แต่ก็คิดว่าเป็นประสบการณ์ และทางกลุ่มนักเรียนคิดว่าจะหาวิธีร่วมกันแสดงออกต่อไป