เชษฐา กลิ่นดี นิสิตชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สมาชิก “แนวร่วมนิสิต มมส.เพื่อประชาธิปไตย” เปิดเผยว่า เขาและครอบครัวถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไม่ทราบสังกัด เขาทราบเรื่องนี้โดยเริ่มจาก เช้าวานนี้ (6 ก.ย. 2563) ขณะเขาเดินทางกลับบ้านที่ จ.สุรินทร์ แม่ได้ทักมาบอกให้ลบโพสต์ แต่ไม่ได้เล่ารายละเอียด 

ต่อมา เมื่อเขากลับถึงบ้านตอนเที่ยง พ่อเล่าให้ฟังว่า เย็นวันก่อน (5 ก.ย. 2563) มีตำรวจนอกเครื่องแบบ 1 นาย มาที่บ้าน โดยเข้าไปคุยกับย่า ซึ่งนั่งขายของอยู่ในร้าน หลังจากคุยได้ซักพัก ย่าก็เดินมาเรียกพ่อที่บ้านซึ่งอยู่ติดกัน ให้ไปคุยกับเจ้าหน้าที่คนนั้นด้วย เจ้าหน้าที่บอกพ่อและย่าว่า เขาแชร์โพสต์ที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ โดยได้เปิดโทรศัพท์ให้พ่อดู เป็นหน้าเฟซบุ๊กของเขาที่แชร์ข่าว โปรดเกล้าฯ คืนฐานันดรศักดิ์เจ้าคุณพระสินีนาฏ  และกล่าวหาว่าเขาจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ เจ้าหน้าที่ยังข่มขู่ด้วยว่า ให้เขาเลิกพูดถึงสถาบันกษัตริย์ ถ้ายังไม่หยุด จะไปตามตัวเขาถึงมหาสารคาม และจะดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย 

พ่อเล่าอีกว่า เจ้าหน้าที่นายนั้นคุยกับพ่อและย่าอยู่อีกพักใหญ่ แต่พ่อไม่ได้เล่ารายละเอียดว่า คุยเรื่องอะไร ก่อนกลับเจ้าหน้าที่ยังได้ถ่ายรูปพ่อไปด้วย แต่พ่อและย่าไม่มีโทรศัพท์จึงไม่ได้ถ่ายรูปเจ้าหน้าที่ที่มาบ้านไว้

เชษฐากล่าวว่า เขางงมาก เนื่องจากโพสต์ที่เขาแชร์และถูกเจ้าหน้าที่กล่าวหาเป็นโพสต์ข่าวของ The Standard ซึ่งเผยแพร่ประกาศของรัชกาลที่ 10 ตามที่ปรากฏในเว็บไซต์ของราชกิจจานุเบกษา ไม่ได้เขียนข้อความเพิ่มเติม เขาแน่ใจว่า มันไม่ได้ผิดกฎหมาย หรือจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ตามที่ถูกกล่าวหา เมื่อเขาอธิบายให้พ่อฟัง พ่อบอกว่า ตอนที่เห็นโพสต์ในโทรศัพท์ที่เจ้าหน้าที่เปิดให้ดู พ่อก็ว่าไม่น่าจะผิด เพราะเป็นการแชร์มาจากสำนักข่าว แต่พ่อก็ตกใจ และอยากจะคุยให้จบๆ ไป จึงไม่ได้ตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่ 

เมื่อเชษฐาสอบถามรายละเอียดของเจ้าหน้าที่ พ่อบอกว่า เจ้าหน้าที่นายนั้นไม่ได้แสดงบัตรหรือแจ้งว่า มาจากหน่วยไหน ชื่ออะไร เพียงแต่ใส่เสื้อกั๊กแบบเจ้าหน้าที่ ด้านหน้ามีโลโก้และธงชาติ แต่ไม่ได้สังเกตว่าโลโกเป็นรูปอะไร เมื่อเขาสอบถามไปที่ญาติซึ่งเป็นตำรวจอยู่ที่ สภ.เมืองสุรินทร์ ญาติบอกว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าวเลย ไม่น่าใช่ตำรวจจาก สภ.เมืองสุรินทร์ 

เชษฐายังทราบจากครอบครัวอีกว่า คืนนั้นย่านอนไม่หลับ ข้อกล่าวหาและถ้อยคำข่มขู่ของเจ้าหน้าที่ที่ย่าได้ยินในตอนเย็น ทำให้ย่าวิตกกังวล เกรงว่าเขาจะไม่ปลอดภัย เช้าวันรุ่งขึ้น ย่าซึ่งอายุกว่า 70 ปีแล้ว และมีโรคประจำตัวหลายโรค ก็มีอาการไม่สบาย อาต้องรีบพาไปให้หมอตรวจ และพบว่าย่ามีภาวะความดันสูง ต้องทานยาลดความดัน เชษฐาเองได้เข้าไปคุยและอธิบายให้ย่าฟังว่า เขาไม่ได้โพสต์หมิ่นพระมหากษัตริย์ แค่แชร์ข่าวธรรมดา แต่ย่าซึ่งไม่รู้จักเฟซบุ๊ก คงยังไม่เข้าใจสิ่งที่เขาอธิบายทั้งหมด และคงยังไม่คลายความกังวลลง

เชษฐากล่าวว่า เขารู้สึกโกรธที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับย่า เขาไม่เข้าใจว่า ทำไมตำรวจหรือแม้แต่เจ้าหน้าที่หน่วยอื่นไม่ติดต่อมาที่เขา และคุยกับเขาเอง เขาพร้อมจะคุยกับเจ้าหน้าที่ ดีกว่าการที่เจ้าหน้าที่มาคุกคามและสร้างความกังวลให้ครอบครัวของเขาโดยไม่จำเป็น ซึ่งกรณีนี้เขาแน่ใจว่า ข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่ไม่มีมูลความจริง อันที่จริงเขาอยากเข้าไปคุยที่ สภ.เมืองสุรินทร์ เพื่อสอบถามให้ชัดเจน แต่ติดที่ว่าช่วงนี้เป็นช่วงสอบ เขาต้องกลับมหาวิทยาลัยไปสอบเสียก่อน 

เชษฐาเล่าด้วยว่า เมื่อเดือนก่อน มีสารวัตรสืบสวนจังหวัดสุรินทร์ขอแอดเป็นเพื่อนทางเฟซบุ๊กกับเขา ทำให้เขาแน่ใจว่า เจ้าหน้าที่คงติดตามเฟซบุ๊กของเขาอยู่ 

การชุมนุม #อีสานสิบ่ทน ที่ ม.มหาสารคาม

เป็นที่น่าสังเกตว่า แนวร่วมนิสิต มมส.เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเชษฐาเป็นหนึ่งในสมาชิก มีบทบาทในการจัดการชุมนุมไล่รัฐบาลทั้งที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และร่วมกับกลุ่มอื่นจัดในจังหวัดต่างๆ ในช่วงนี้ โดยเฉพาะ พงศธรณ์ ตันเจริญ แกนนำกลุ่มได้ประกาศเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา หลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืน พ.ร.กฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อฯ จากกรณีชุมนุม “อีสานสิบ่ทน” ว่า จะระดมประชาชนชาวจังหวัดมหาสารคามเดินทางเข้าร่วมการชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 19 ก.ย.นี้ด้วย การคุกคามหนึ่งในสมาชิกแนวร่วมฯ ในครั้งนี้ จึงอาจเกี่ยวข้องกับการชุมนุมขับไล่รัฐบาลดังกล่าว

ภาพตำรวจและผู้ใหญ่บ้านไปพบเชษฐาที่บ้านเมื่อ 24 มิ.ย. 63

ก่อนหน้านี้ เชษฐาก็เคยถูกเจ้าหน้าที่ไปคุกคามถึงบ้านมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2563 ซึ่งมีการจัดกิจกรรมรำลึกในวาระครบรอบ 88 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ของประชาชนในหลายพื้นที่อย่างกว้างขวาง กลุ่มเยาวชนสุรินทร์เพื่อประชาธิปไตย ก็มีการประชาสัมพันธ์ว่าจะมีการจัดกิจกรรมที่อนุสาวรีย์อนุสรณ์รัฐธรรมนูญ หน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ในช่วงเย็น แต่ในช่วงเที่ยง มีตำรวจ 3 นาย และผู้ใหญ่บ้าน ไปพบเชษฐา หนึ่งในสมาชิกกลุ่มฯ ที่บ้าน มีการพูดคุยตักเตือนทำนองไม่อยากให้จัดกิจกรรม พร้อมทั้งแจ้งว่า หากมีการละเมิดกฎหมายก็จะดำเนินคดี โดยผู้ใหญ่บ้านยกเหตุการณ์ 6 ตุลาที่นักศึกษาถูกฆ่ามาพูดลักษณะข่มขู่ ทำให้สมาชิกกลุ่มฯ คนอื่นๆ เกิดความกังวล และมีมติยกเลิกการจัดกิจกรรมในที่สุด