เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 63 ศาลทหารกรุงเทพนัดอ่านคำพิพากษาของศาลทหารกลางในคดีที่ “สิบโทเอ็ม” (นามสมมติ) ถูกอัยการทหารฟ้องร้องในข้อหาตามมาตรา 14 (2) ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ. 2560 โดยการนำข้อมูลอันเป็นเท็จที่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับกองทัพบก โดยประการที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน จากเหตุที่ไปคอมเมนต์ในเฟซบุ๊กว่าอยากลาออกจากราชการทหาร แต่ออกไม่ได้

คดีนี้เหตุเกิดเมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2562 เมื่อมีกระแสข่าวเรื่องการลาออกจากราชการของเจ้าพนักงานตำรวจที่ถูกเรียกไปฝึก โดยสิบโทเอ็ม ปัจจุบันอายุ 26 ปี เป็นนายทหารภายในหน่วยงานของกองทัพบก ถูกกล่าวหาว่าได้ใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวไปคอมเม้นท์ไว้ใต้โพสต์ของแฟนเพจเฟซบุ๊กชื่อ “กูรูสีกากี” ในโพสต์ว่า “สีกากีเริ่มยื่นใบลาออกแล้ว?…จะเกิดอะไร” โดยระบุว่าตนเองก็อยากลาออก แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะนโยบายของหน่วย พร้อมระบุว่า “ทำได้แค่หนี แล้วรอปลด อนาจชิบหาย ยากกว่าสอบเข้า ก็ลาออกนี้แหละ”

หลังจากนั้น สิบโทเอ็มได้ถูกผู้บังคับบัญชาเรียกไปกล่าวตักเตือน และสั่งขังในเรือนจำทหารเป็นเวลา 30 วัน โดยถูกทำทัณฑ์บนว่าห้ามทำอีก ไม่เช่นนั้นจะถูกให้ออกจากราชการ

แต่หลังจากเขาถูกขังไปได้ 15 วัน ผู้บังคับบัญชาได้เรียกมาพบ พร้อมกับได้มีตำรวจจากสน.เตาปูน และทหารจากกรมพระธรรมนูญมาสอบสวนเพิ่มเติม ก่อนจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีตามมา สิบโทเอ็มยืนยันว่าตนเพียงต้องการให้กำลังใจตำรวจที่จะลาออก แต่ลาออกไม่ได้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้ร้ายใคร

 

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 62 สิบโอเอ็มถูกสั่งฟ้องคดีที่ศาลทหารกรุงเทพ และได้ให้การรับสารภาพในชั้นศาล แต่ต้องเลื่อนการพิจารณาคดีออกมา เนื่องจากหากจำเลยในศาลทหารรับสารภาพและต้องการขอให้ศาลรอการลงโทษ จำเลยจะต้องได้หนังสือรับรองจากผู้บังคับบัญชาก่อน โดยเขาต้องประกันตัวโดยใช้หลักทรัพย์จำนวน 50,000 บาท

จนวันที่ 17 ก.ย. 62 ศาลทหารได้พิพากษาให้สิบโทเอ็มมีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง โดยศาลเห็นว่าข้อความตามฟ้อง เป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จทำให้ประชาชนเข้าใจกองทัพบก และสถาบันอันเป็นที่เคารพยิ่งของประชาชนผิด ทั้งก่อให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก

ศาลทหารพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี 8 เดือน ตามมาตรา 14 (2) พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 แต่จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาให้ลดโทษจำคุกเหลือ 10 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ เพราะเห็นว่าจำเลยทำไปโดยไม่มีเหตุผลสมควรที่จะให้รอการลงโทษ และศาลก็ลงโทษจำเลยในสถานเบาอยู่แล้ว

ต่อมาสิบโทเอ็มได้ยื่นอุทธรณ์คดี โดยขอให้ศาลลงโทษสถานเบา และบรรเทาโทษโดยให้รอการลงโทษ ก่อนที่ศาลทหารกลางได้นัดหมายฟังคำพิพากษา

ศาลทหารกลางได้วินิจฉัยว่าโทษที่ศาลทหารกรุงเทพพิพากษาไว้นั้น เหมาะสมกับสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุจะต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไข แต่ได้พิเคราะห์คำอุทธรณ์ของจำเลย เห็นว่าจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเสมอมา และปฏิบัติหน้าที่จิตอาสาทำความดีด้วยหัวใจตามภารกิจต่างๆ โดยมีหนังสือรับรองความประพฤติของผู้ใหญ่บ้าน เจ้าพนักงานปกครองท้องถิ่น รับรองว่าจำเลยมีความประพฤติเรียบร้อย ช่วยเหลือชุมชนด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาชุมชน และไม่เคยต้องโทษจำคุกในคดีอาญามาก่อน ประกอบกับจำเลยมีภาระต้องดูแลบิดาซึ่งรับราชการทหารมาเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันต้องรักษาอาการป่วย และจำเลยยังต้องเลี้ยงดูภรรยาและบุตร

เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติของจำเลยประกอบกันแล้ว เชื่อว่ายังอยู่ในวิสัยที่จะให้โอกาสจำเลยประพฤติตนเป็นพลเมืองดีได้ การที่จะให้ต้องรับโทษจำคุกนั้น นอกจากจะไม่เกิดผลในการแก้ไขความประพฤติแล้ว ยังทำให้จำเลยต้องมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากจะกลับตัวเป็นพลเมืองดี ประกอบสัมมาชีพโดยสุจริตต่อไปได้ ย่อมส่งผลให้ครอบครัวพลอยได้รับความทุกข์ยากไปด้วย การให้โอกาสได้แก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมเสียใหม่น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่า รูปคดีมีเหตุอันควรปรานี สมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลย แต่เพื่อให้จำเลยรู้สึกหลาบจำ สมควรวางโทษปรับด้วยอีกสถานหนึ่ง

ศาลทหารกลางจึงได้พิพากษาให้ลงโทษปรับ 40,000 บาท ให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือปรับ 20,000 บาท ส่วนโทษจำคุก 10 เดือน ให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาของศาลทหารกลาง