27 ก.ย. 2559 ศาลจังหวัดฝางอ่านคำพิพากษาคดีที่ชาวบ้านชาติพันธุ์ลาหู่จำนวน 3 คน จากหมู่บ้านห้วยนกกก ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ถูกฟ้องดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าบริเวณอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก และร่วมกันต่อสู้ ขัดขวาง หรือทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่อันมิชอบ โดยจำเลยที่ 1 และ 2 ซึ่งให้การรับสารภาพ โทษจำคุกศาลให้รอการลงโทษเป็นเวลา 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ลงโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน เฉพาะจำเลยที่ 3 ได้ยื่นอุทธรณ์และขอประกันตัว

เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2559 ศาลจังหวัดฝางนัดสืบพยานในคดีที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีต่อชาวบ้านห้วยนกกกที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่จำนวน 3 คน ได้แก่ นายประแอ๋ คีรีรัศมี, นายวิฑูรย์ คีรีรัศมี บุตรชายนายประแอ๋, และ นายจะกุย จะปะโหล ซึ่งต่อมาถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ถึง 3 ตามลำดับ

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2557 นายประแอ๋ได้บุกรุกแผ้วถางป่าในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต คิดเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 68 ตารางวา จากนั้น จำเลยทั้งสามคนได้ร่วมกันต่อสู้ ขัดขวาง และทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่

คำฟ้องระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้ต่อสู้โดยใช้มีดพร้าฟันไปที่ผู้เสียหายรายหนึ่งให้ได้รับบาดเจ็บ เพื่อไม่ให้เข้าไปทำการจับกุมได้ ขณะที่จำเลยที่ 2 และ 3 ใช้มีดไม้ขู่เข็ญและกระโดดถีบผู้เสียหายให้ได้รับบาดเจ็บ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา (อ่านรายละเอียด)

ต่อมา ในวันนัดสืบพยาน นายประแอ๋ และนายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 และ 2 ได้แถลงต่อศาล ขอกลับคำให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง ส่วนนายจะกุย จำเลยที่ 3 ยังคงให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าตนไม่ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ เนื่องจากวันเกิดเหตุนั้น ตนได้เปิดร้านขายของชำอยู่ในหมู่บ้านและดูแลลูกซึ่งเป็นทารกเพิ่งคลอดอยู่ด้วย ไม่ได้อยู่ในเหตุการณดังกล่าวแต่อย่างใด(อ่านรายละเอียด)

img_6171

นายประแอ๋ คีรีรัศมี จำเลยที่ 1 ในคดีนี้

          วันที่ 27 ก.ย. 2559 ศาลจังหวัดฝางจึงได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวดังนี้

จำเลยที่ 1 ศาลลงโทษ จำคุก 1 ปี 2 เดือน ปรับ 4,500 บาท

จำเลยที่ 2 ศาลลงโทษ จำคุก 6 เดือน ปรับ 1,000 บาท

จำเลยที่ 3 ศาลลงโทษ จำคุก 1 ปี 4 เดือน

โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลให้รอการลงโทษ 2 ปี   ส่วนของจำเลยที่ 3 ไม่รอการลงโทษ จากการวินิจฉัยประเด็นของจำเลยที่ 3 ศาลเชื่อว่าผู้เสียหายจดจำใบหน้าของจำเลยที่ 3 ได้จริง เนื่องจากสถานที่เกิดเหตุเป็นที่โล่งแจ้ง และจำเลยที่ 3 มีลักษณะเด่นจากการทาดินหม้อบนใบหน้า

เมื่อจำเลยที่ 1 และ 2 เสียค่าปรับตามคำพิพากษา คดีเป็นอันสิ้นสุดลง ส่วนจำเลยที่ 3 ขอประกันตัวระหว่างยื่นอุทธรณ์ ด้วยหลักทรัพย์เดิมเป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท เนื่องจากเห็นว่า พยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ยังมีข้อพิรุธ ทำให้จำเลยไม่อาจยอมรับได้ จึงขออุทธรณ์เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมต่อไป

คดีนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้  โดยจำเลยให้ข้อมูลว่า วันเกิดเหตุ นายประแอ๋เข้าไปทำสวนลิ้นจี่ในพื้นที่ซึ่งทำกินมามากว่า 20 ปีแล้ว แต่ระหว่างทางที่ไปตรวจสอบน้ำประปาภูเขาบริเวณแหล่งต้นน้ำซึ่งไม่ไหลในวันนั้น ได้พบเห็นเจ้าหน้าที่อุทยานพร้อมอาวุธปืน ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้พยายามจะเข้าจับกุม ทำให้เขาตกใจกลัว พยายามส่งเสียงแจ้งคนมาช่วย แต่ถูกเจ้าหน้าที่ใช้ไม้ตีเข้าที่ศีรษะ จนศีรษะแตกและสลบไป จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปไว้ที่กระท่อมใกล้ถนน นำน้ำมาราดตัว และพูดข่มขู่ให้ยอมรับสารภาพว่าได้บุกรุกป่าใหม่

ขณะนั้น นายวิฑูรย์ บุตรชาย ได้เดินทางมาติดตามบิดาในที่เกิดเหตุ พบนายประแอ๋สลบอยู่ จึงพยายามขอร้องให้เจ้าหน้าที่นำตัวไปส่งโรงพยาบาล แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอม นายวิฑูรย์จึงโทรศัพท์ติดต่อไปที่ผู้นำชุมชนให้มาช่วยเจรจา จากนั้นมีชาวบ้านห้วยนกกกหลายสิบคนเดินทางมา เพื่อพยายามนำตัวนายประแอ๋ส่งโรงพยาบาล จนนำไปสู่เหตุชุลมุนและการปะทะกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่

ตลอดระยะเวลาการต่อสู้คดี จำเลยทั้งสามได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายในการให้คำปรึกษาและทนายความในคดี จากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรมมาโดยตลอด