def info

(ภาพเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 59)

4 ต.ค. 2559 ผู้ต้องหาคดีพูดเพื่อเสรีภาพเดินทางเข้ารับทราบข้อหาเพิ่มรวมเป็น 10 ราย พร้อมยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร ขณะที่ ‘โรม’ ปฏิเสธเข้าร่วมกระบวนการ ตำรวจนัดส่งตัวผู้ที่มาให้การทั้ง 8 คนในวันนี้ส่งตัวให้อัยการ วันที่ 16 พ.ย. 2559

เวลา 10.00 น. ‘ไผ่ ดาวดิน’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, ณรงฤทธิ์ อุปจันทร์, ฉัตรมงคล เจนเชี่ยวชาญ, ณัฐพร อาจหาญ, ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์, และนีรนุช เนียมทรัพย์ ผู้ต้องหาคดีพูดเพื่อเสรีภาพ จากการจัดกิจกรรมและสังเกตการณ์กิจกรรม “พูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน?” ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2559 เพื่ออภิปรายเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติ แต่ถูกแจ้งข้อหาชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เดินทางมายื่นคำให้การเพิ่มเติมเป็นลายลักษณ์อักษรต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น

วันเดียวกันนี้ ‘ไนซ์ ดาวดิน’ ภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ และ “เอ” (นามสมมติ) ผู้ถูกหมายเรียกให้มาพบพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมจาก 6 คนแรก เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมให้การปฏิเสธ

คำให้การเพิ่มเติมระบุว่า การกระทำของจตุภัทร์, ณรงฤทธิ์, ฉัตรมงคล, ณัฐพร, ภานุพงศ์, และ “เอ”  เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ชอบด้วยกฎหมายและได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ส่วนดวงทิพย์ และนีรนุช ไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน  ไม่ใช่ผู้เข้าร่วมการชุมนุม

นอกจากนี้ ทั้ง 8 คน ยังเห็นว่า  การกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558  ข้อ 12  เนื่องจากคำสั่งฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง  แต่การกระทำในคดีนี้  ไม่ใช่การมั่วสุมหรือชุมนุมที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรือมุ่งกระทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง หากแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตาม  พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559  มาตรา 7 ที่บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย” ซึ่งเป็นการแสดงออกตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตย

กิจกรรม “พูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน?” เป็นการเสวนาโดยมีตัวแทนนักศึกษาคนรุ่นใหม่  อาจารย์นักวิชาการ และเครือข่ายภาคประชาชนจากอีสาน มาพูดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติ มีการเล่นดนตรีบรรเลงเพลงจากวงดนตรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้มีการนำเสนอปัญหาความเดือดร้อนของคนอีสาน ให้ชาวบ้านและนักศึกษาที่ลงพื้นที่ศึกษาปัญหาชุมชนต่าง ๆ ได้มีพื้นที่ได้พูดคุยอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญและแลกเปลี่ยนปัญหาในพื้นที่ ในบรรยากาศที่จะมีการออกเสียงประชามติ และเป็นกิจกรรมในลักษณะเดียวกันกับที่จัดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และที่อื่น ๆ รวมถึงผู้ที่ออกมาแสดงความเห็นและประกาศจุดยืนของตน เช่น การประกาศรับร่างรัฐธรรมนูญของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ การประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และการแถลงจุดยืนของเครือข่ายภาคประชาชนที่ประกาศ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ต่างก็ไม่มีใครถูกดำเนินคดี

การจัดกิจกรรมวันดังกล่าวไม่ปรากฏเหตุการณ์ว่า ผู้ต้องหาทั้งแปดได้แสดงออกทางกิริยาหรือวาจาในการปลุกปั่นให้ประชาชนกระทำการใด ๆ อันจะนำไปสู่การก่อความวุ่นวาย เพื่อให้การออกเสียงประชามติไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ณัฐพรก็เพียงแค่ถ่ายภาพกิจกรรม ขณะที่ดวงทิพย์และนีรนุชก็ทำหน้าที่สังเกตการณ์กิจกรรมเพื่อบันทึกข้อมูลในฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูล  ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ส่วน “เอ” ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในวันเกิดเหตุแต่อย่างใด

photo_2016-10-04_15-34-34

กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่ใช้เสรีภาพตามหลักสิทธิมนุษยชน ส่วนข้อความที่วิทยากรได้แสดงความคิดเห็นบนเวทีหรือที่ปรากฏตามเอกสารในงาน ล้วนแต่เป็นข้อมูลทางวิชาการและการแสดงความคิดเห็นที่ตั้งอยู่บนฐานของข้อเท็จจริง ไม่ได้มีลักษณะบิดเบือน หรือเป็นข้อมูลที่ลักษณะรุนแรง ก้าวราว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ให้ประชาชนไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงในทางหนึ่งทางใด ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว เป็นไปโดยสงบ สันติและปราศจากอาวุธ เมื่อกิจกรรมเสร็จสิ้นก็เลิกกันไปเอง ไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวายหรือความไม่สงบใดๆ  ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เพราะจัดในมหาวิทยาลัย และไม่ได้ทำให้ผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ไม่ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ถือเป็นการใช้เสรีภาพที่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นความผิดตามกฎหมายแต่อย่างใด

การดำเนินคดีนี้ยังไม่เป็นประโยชน์ต่อรัฐ เนื่องจากการลงประชามติผ่านพ้นไปอย่างเรียบร้อย การดำเนินคดีอาจกระทบต่อบรรยากาศการสร้างความสามัคคีและปรองดองกับผู้ที่มีความเห็นต่างต่อร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงเป็นละเมิดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไทยลงนามไว้และรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 4

อีกทั้งกิจกรรมนี้ยังจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัย หากกิจกรรมเช่นนี้ถูกตีความเป็นการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองที่ผิดกฎหมาย ก็ย่อมส่งผลให้กิจกรรมทางวิชาการจำนวนมากที่มีขึ้นเพื่อความงอกงามทางปัญญาและเพื่อแก้ไขปัญหาของสังคม เช่น การเสวนาวิชาการ การประชุมวิชาการ การปาฐกถาทางวิชาการ การอบรมให้ความรู้ต่อชุมชนในเรื่องต่าง ๆ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่อาจดำเนินการได้ด้วยเช่นกัน เช่นนั้นย่อมสร้างความเสียหายต่อสังคมไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างไม่อาจประเมินค่าได้

นอกจากนี้ ขณะเกิดเหตุ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากมีการออก พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ในภายหลัง มีผลให้กฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่า เนื่องจากมีเนื้อหาเกี่ยวกับการชุมนุมเหมือนกัน ซึ่งกิจกรรมนี้ไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เนื่องจากจัดการชุมุนมภายในสถานศึกษา ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ

ขณะที่ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ผศ.พรรณวดี ตันติศิรินทร์ อาจารย์บัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้วเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2559 ให้การปฏิเสธข้อหา โดยให้ข้อเท็จจริงว่า  วันเกิดเหตุนัดหมายพบเจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรปเพื่อให้สัมภาษณ์ หลังจากพบเจ้าหน้าที่จากสหภาพยุปโรปแล้วได้ร่วมฟังการแสดงความเห็นของปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บนเวที

ทั้งนี้ ทั้งสองได้ตั้งข้อสังเกตกับพนักงานสอบสวนว่า 1.มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษามีหน้าที่ให้ความรู้และปัญญาแก่สังคม 2.การใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศ 3.ช่วงประชามติคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ให้สัมภาษณ์ว่าให้มีการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง 4.การคุกคามนักศึกษาและประชาชน ขณะที่มีเจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรปอยู่ในเหตุการณ์สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดี

ส่วน ‘โรม’ รังสิมันต์ โรม สมาชิกขบวนการประชาธิปไตยที่ถูกออกหมายเรียกในคดีนี้เช่นกัน ปฏิเสธที่จะเดียวทางมารับทราบข้อกล่าวหา หรือเข้าร่วมกระบวนการตามกฎหมาย เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายที่ออกโดย คสช. ขาดความชอบธรรม พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่นได้นัดหมายกับผู้ต้องหา 8 คนที่มาให้การในวันนี้ว่าจะส่งตัวให้พนักงานอัยการวันที่ 16 พ.ย. 2559