WhatsApp Image 2017-01-26 at 4.27.15 PM

 

ศาลจังหวัดนครพนมพิพากษายกฟ้องชาวบ้าน ต.อาจสามารถ บุกรุกที่ดินสาธารณะเหตุเพราะชาวบ้านอยู่อาศัยโดยมีเอกสารสิทธิที่ทางราชการออกให้ ไม่มีเจตนาบุกรุก  ทนายความเผยชาวบ้านยังอยู่ที่เดิมได้ต่อไป

 

จากกรณีที่ศาลจังหวัดนครพนม นัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่  3737/2557 ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดนครพนมโจทก์ยื่นฟ้องราษฎรตำบลอาจสามารถ อ.เมืองนครพนม จำนวน 29 ราย ในข้อหา บุกรุก แผ้วถาง ที่สาธารณประโยชน์ “โคกภูกระแตบ้านไผ่ล้อม” ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เลขที่ 7941 อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497

 

วันนี้  (26 ม.ค.) ศาลจังหวัดนครพนมพิพากษายกฟ้องชาวบ้านห้อม ต.อาจสามารถ จ.นครพนม 27 คน ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดี บุกรุก ที่สาธารณประโยชน์ “โคกภูกระแตบ้านไผ่ล้อม” เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่

 

คำพิพากษาโดยสรุป ระบุว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์โคกภูกระแตบ้านไผ่ล้อม แต่ชาวบ้านอยู่อาศัยโดยมีเอกสารสิทธิที่ทางราชการออกให้ โดยราชการปล่อยปะละเลยไม่จัดการปัญหา ชาวบ้านจึงคิดว่าอยู่ได้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะบุกรุก กรณีจึงมีข้อสงสัยตามสมควรว่า จำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง

 

นายสมภพ โชติวงษ์ ทนายความเครือข่ายของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ชี้แจงจำเลยว่า เมื่อศาลยกฟ้อง คำขอท้ายฟ้องของอัยการฟ้องที่ขอศาลสั่งให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครอง พร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ศาลจึงไม่วินิจฉัย ซึ่งหมายความว่า ชาวบ้านยังคงอยู่ในที่ดินเดิมได้

 

นายสมภพ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ศาลวินิจฉัยโดยอ้างอิงหนังสือสั่งการในปี 2539 ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ที่ให้แก้ปัญหาในที่พิพาทซึ่งมีราษฎรอาศัยอยู่แล้ว ประเด็นนี้ทำให้ศาลเชื่อว่า จำเลยน่าจะขาดเจตนาบุกรุกดังโจทก์ฟ้อง จึงยกฟ้องตาม ป.วิ.อาญามาตรา 227 วรรค 2

 

ส่วนสาเหตุที่จำเลยจากเดิมมี 29 ราย เหลือ  27 รายนั้นเหตุเพราะระหว่างการดำเนินคดีในชั้นศาลมีจำเลยเสียชีวิต 2 ราย

 

เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

ชาวบ้านโคกภูกระแตลุ้นคำพิพากษา หลังถูกดำเนินคดีด้วยพิษเขตเศรษฐกิจพิเศษ