ศาลขอนแก่นสั่งพิจารณาลับอีก ก่อนอนุญาตฝากขังต่อ 10 วัน แม้เหลือแค่ขั้นตอน ผบ.ตร.สั่งฟ้อง/ไม่ฟ้อง แม่กระแทกศีรษะกับผนังห้องพิจารณาเรียกร้องความเป็นธรรม ทนายตัดสินใจยื่นประกันครั้งที่ 5 แต่ผิดหวังอีก

1 ก.พ.60 ศาลจังหวัดขอนแก่นไต่สวนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 6 ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น และนักกิจกรรมกลุ่มดาวดินและขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีแชร์ข่าวพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเว็บข่าวบีบีซีไทย ตามที่ พ.ต.ท.จิรัฐเกียรติ สอนวิเศษ สารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ยื่นคำร้องขอฝากขังจตุภัทร์ ไว้ในระหว่างสอบสวนต่อไปอีก 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 – 13 ก.พ.60

มีประชาชนผู้สนใจเดินทางมาร่วมรับฟังการไต่สวนประมาณ 100 คน โดยที่หน้าห้องพิจารณา 2 แขวนป้าย “พิจารณาลับ” และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยห้ามผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้า แต่ทนายแจ้งว่า ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการพิจารณาลับไว้ ซึ่งศาลยังไม่มีคำสั่ง ประชาชนก็ควรเข้าห้องพิจารณาได้ หากศาลมีคำสั่งทุกคนก็พร้อมที่จะออกจากห้อง

เวลา 09.45 น. จตุภัทร์ถูกนำตัวมาห้องพิจารณา ขณะผู้พิพากษายังไม่ออกนั่งบัลลังก์ ประชาชนทยอยเข้านั่งในห้องพิจารณามากขึ้น ตำรวจศาลจึงเข้ามานำตัวจตุภัทร์ออกไปแจ้งว่า ผู้พิพากษาต้องการพบ

10.00 น. นายสมิต ประสมทอง และนางสาวณิศรา ชุบขุนทด ผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์ และมีคำสั่งต่อคำร้องคัดค้านการพิจารณาลับว่า ยืนยันพิจารณาลับ เพื่อความสงบเรียบร้อย ให้อยู่ในห้องพิจารณาเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง แม้พ่อของจตุภัทร์จะแถลงขอให้ศาลอธิบายเหตุผล ศาลก็ยืนยันเพียงว่า เป็นคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคง ทนายแถลงค้านว่า การไต่สวนทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง นอกจากเรื่องความจำเป็นในการฝากขัง ยิ่งศาลสั่งพิจารณาลับจะยิ่งเพิ่มความขัดแย้ง ประชาชนที่มาศาลต้องการมาเห็นกระบวนการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม ถ้าพิจารณาโดยเปิดเผย ประชาชนก็สบายใจ และยอมรับคำตัดสินของศาล

สุดท้าย ศาลยังยืนยันให้พิจารณาเป็นการลับ ทนายจึงแถลงให้นำตัวจตุภัทร์มาห้องพิจารณาฟังคำสั่งด้วย และขอเวลาให้จตุภัทร์ได้ทักทายกับเพื่อนและประชาชนที่มารอรับฟังการไต่สวนในห้องพิจารณา ก่อนที่จะให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากห้อง ศาลอนุญาต โดยให้เวลา 5 นาที

ขณะที่จตุภัทร์ถูกนำตัวจากห้องขังใต้ศาลกลับมายังห้องพิจารณาและพูดคุยกับเพื่อนๆ ในห้องพิจารณาอยู่นั้น แม่ของจตุภัทร์ ได้ลุกขึ้นแถลงต่อศาลว่า ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนรับรองสิทธิของผู้ถูกจับกุมว่า ต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ไผ่เองก็ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ถูกขังมา 42 วัน แล้ว ถ้าไม่มีความเป็นธรรมให้ แม่ก็ขอทำบางอย่างเพื่อลูก จากนั้นจึงร้องไห้พร้อมทั้งพุ่งตัวเอาศีรษะเข้ากระแทกผนังคอนกรีตของห้องพิจารณา แต่มีประชาชนที่อยู่ในห้องเข้าไปกอดและพาออกไปจากห้องพิจารณา

ในห้องพิจารณาที่หลือเพียงจตุภัทร์ พ่อ และทนายความ จตุภัทร์แถลงต่อศาลว่า ถ้ากระบวนการยุติธรรมเป็นแบบนี้ และในเมื่อเขาไม่มีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย เขาก็ไม่ขอให้ทนายความ รวมทั้งพ่ออยู่ในห้องพิจารณาคดีด้วย เขาขอต่อสู้คดีเพียงลำพัง ทำให้การไต่สวนฝากขังในครั้งนี้ มีเพียงพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้ร้อง และจตุภัทร์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาเท่านั้น

ต่อมา ศาลมีคำสั่งอนุญาตฝากขัง โดยระบุว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยผู้ร้องยืนยันว่า พบพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งต้องรอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานดังกล่าวจากกองพิสูจน์หลักฐาน และอยู่ในระหว่างการเสนอสำนวนการสอบสวนให้สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาและมีความเห็นทางคดี กรณีจึงมีเหตุจำเป็นที่ผู้ร้องต้องฝากขังต่อไป ข้อคัดค้านของผู้ต้องหาฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ศาลได้กำชับผู้ร้องแล้ว 2 ครั้ง ให้เร่งรัดการสอบสวนให้แล้วเสร็จ แต่การสอบสวนก็ยังไม่แล้วเสร็จ จึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหามีกำหนด 10 วัน และกำชับผู้ร้องให้เร่งรัดการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในกำหนดที่ศาลอนุญาต

โดยจตุภัทร์ปฏิเสธไม่ลงลายมือชื่อในคำให้การของพนักงานสอบสวนและรายงานกระบวนพิจารณาในครั้งนี้

pai5

ที่มาภาพ เฟซบุ๊ก Sarayut Tangprasert

หลังเพื่อนนักศึกษา นักกิจกรรม และประชาชนที่มาให้กำลังใจ และรับฟังกระบวนการในศาลถูกเชิญออกจากห้องพิจารณาแล้ว ได้มาร่วมกันถ่ายรูปพร้อมชูภาพพิมพ์รูปไผ่ด้านหน้าอาคารศาล จากนั้น เดินทางไปวางหรีดที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จากกรณีที่ไม่ออกมาปกป้อง เรียกร้องสิทธิให้แก่ลูกศิษย์ของตัวเอง

ทั้งนี้ ในการขอฝากขังครั้งที่ 6 นี้ พนักงานสอบสวนให้เหตุผลว่า คดีนี้คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของตำรวจภูธรภาค 4 ได้พิจารณามีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอสำนวนการสอบสวนไปยังสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินัดพิจารณาเรื่องนี้ในวันที่ 2 ก.พ.60 นอกจากนี้ เนื่องจากได้พบหลักฐานใหม่ เป็นแผ่นซีดีบันทึกวิดีโอในโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงได้ส่งวัตถุพยานดังกล่าวให้กองพิสูจน์หลักฐานกลางทำการตรวจอยู่ จึงจำเป็นต้องฝากขังผู้ต้องหาต่อไปอีก 12 วัน

จตุภัทร์ได้ซักค้านพนักงานสอบสวนว่า หากไม่ขอฝากขังผู้ต้องหาในครั้งนี้จะมีผลต่อการพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่ ซึ่ง พ.ต.ท.จิรัฐเกียรติตอบว่า ไม่สามารถยืนยันได้ เพราะไม่แน่ใจว่าทางคณะกรรมการพิจารณาคดีหมิ่นฯ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะสั่งให้สอบสวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไร

ก่อนหน้านี้ ทนายความของผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง โดยระบุว่า ไม่มีเหตุจำเป็นจะต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ระหว่างการสอบสวน เนื่องจากผู้ต้องหาไม่ได้มีพฤติการณ์ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และไม่มีพฤติการณ์ใดๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนและการฟ้องคดีแต่อย่างใด อีกทั้งผู้ต้องหายังเป็นนักศึกษาชั้นปีสุดท้าย และมีความจำเป็นต้องศึกษาต่อให้จบ การขังผู้ต้องหาต่อไปจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและตัดโอกาสทางการศึกษา ทำให้ผู้ต้องหาต้องได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง ทั้งที่ผู้ต้องหาเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น ซึ่งในทางกฎหมายผู้ต้องหาต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์กระทำความผิดที่เป็นอาชญากรก่อให้เกิดภยันตรายต่อผู้อื่นและสังคม จึงไม่จำเป็นต้องเอาตัวผู้ต้องหาไว้ในอำนาจศาลแต่อย่างใด

หลังศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังอีก 10 วัน และจากเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีในช่วงเช้าที่แม่ของจตุภัทร์เรียกร้องความเป็นธรรมให้ลูก ทนายความจึงตัดสินใจยื่นคำร้องขอประกันตัวอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 5 หลังถูกถอนประกันเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.59 โดยใช้เงินสด 400,000 บาท วางเป็นหลักประกัน

ทนายความได้แสดงเหตุผลในคำร้องขอประกันตัวว่า ตามคำให้การของพนักงานสอบสวนชั้นไต่สวนขอฝากขัง พนักงานสอบสวนได้ระบุว่า การสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว อยู่ระหว่างการเสนอสำนวนให้คณะกรรมการฯ พิจารณา ผู้ต้องหาจึงไม่สามารถไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานซึ่งรวบรวมอยู่ในสำนวนครบถ้วนแล้ว นอกจากนี้ เมื่อผู้ต้องหาได้รับการปล่อยชั่วคราวในคดีนี้ก่อนหน้านี้ และในคดีของศาลมณฑลทหารบกที่ 23 ก็ไม่มีข้อเท็จจริงว่า ผู้ต้องหาได้ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือหลบหนี หรือก่อเหตุอันตรายใดๆ อีกทั้งผู้ต้องหามีภาระต้องไปดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดีเกี่ยวกับความมั่นคง อันเนื่องจากการแสดงความเห็นโดยสุจริตอีก 2 คดี ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 และศาลจังหวัดภูเขียว รวมทั้ง ผู้ต้องหาจำเป็นต้องไปประสานงานกับมหาวิทยาลัยเพื่อขอสอบวิชาคอมพิวเตอร์ อันเป็นวิชาสุดท้าย ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมายังไม่สามารถจัดสอบในเรือนจำให้แก่ผู้ต้องหาได้

หลังยื่นคำร้องเกือบสองชั่วโมง ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราว โดยระบุว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง

ทำให้จตุภัทร์ ซึ่งจนถึงวันที่ 1 ก.พ.นี้ ถูกขังมาแล้ว 42 วัน จะถูกขังในระหว่างสอบสวนต่อไปอีก 10 วัน จนถึงวันที่ 11 ก.พ.60 หลังจากนั้น เมื่อครบกำหนดตามที่ศาลอนุญาต พนักงานสอบสวน หรืออัยการจะขอฝากครั้งได้อีก 14 วัน หากอัยการส่งฟ้องต่อศาล ศาลจะออกหมายขังไว้ในระหว่างพิจารณาคดี จนกว่าจะพิจารณาคดีเสร็จ หากอัยการยังไม่สามารถส่งฟ้องต่อศาลได้ ต้องปล่อยตัวไป โดยไม่ต้องประกัน

ทั้งนี้ ก่อนการไต่สวนฝากขังในช่วงเช้า ทนายความได้แจ้งเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ว่า ขออนุญาตพบหัวหน้าศาลจังหวัดขอนแก่นเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับคดีของจตุภัทร์ แต่หัวหน้าศาลไม่อนุญาตให้เข้าพบ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จตุภัทร์จะขอให้ทนายออกจากห้องพิจารณา ทนายความได้แถลงต่อศาลว่า ก่อนหน้านี้ ผู้ต้องหามีนัดพิจารณาคดีที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 และศาลจังหวัดภูเขียว โดยศาลทั้งสองแห่งได้ทำหนังสือขอให้ส่งตัวผู้ต้องหาในคดีนี้ไป แต่หัวหน้าศาลจังหวัดขอนแก่นไม่อนุญาต ซึ่งมีผลกระทบต่อการต่อสู้คดีในคดีอื่นๆ ของผู้ต้องหา จึงขอให้ศาลส่งตัวผู้ต้องหาไปตามที่ศาลทั้งสองขอมา แต่ศาลชี้แจงว่า ต้องให้คดีนี้พิจารณาให้เสร็จก่อนจึงจะส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยไปเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในคดีอื่นๆ หากศาลอื่นมีหนังสือขอมา ศาลจังหวัดขอนแก่นก็จะไม่ส่งตัวไปเช่นเดิม  

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คัดค้านฝากขัง ‘ไผ่’ ครั้งที่ 6 หลังถูกจองจำมาแล้ว 41 วัน

ศาลขอนแก่นสั่งฝากขังผัด5 ต่อ ขณะ “ไผ่” ให้ทนายวอล์คเอาท์จากห้อง ค้านกระบวนพิจารณาลับ

45 วัน คดีไผ่ ดาวดิน แชร์ข่าวบีบีซีไทย

กระบวนการยุติธรรมกับการจำกัดเสรีภาพ ‘ไผ่ ดาวดิน’: ประมวลคดี 112 ‘ไผ่’ ก่อนถึงวันสิ้นปี 59