26 มิ.ย. 2560 ศาลทหารกรุงเทพนัดฟังคำพิพากษาคดีธารา ที่ถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และนัดฟังคำวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลในคดีที่ฐนกรถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และยุยงปลุกปั่น

คดีธารา (สงวนนามสกุล) ที่ถูกฟ้องฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 6 กรรม จากการแปะลิ้งก์คลิปเสียง ‘บรรพต’ บนหน้าเว็บไซต์ขายสมุนไพรของเขา ธาราถูกจับกุมขณะประกาศกฎอัยการศึกและถูกควบคุมตัวโดยทหารตั้งแต่ 25-30 ม.ค. 2558 ก่อนอัยการทหหารจะฟ้องคดีของเขาต่อศาลทหารกรุงเทพ

หลังเลือกต่อสู้คดีแต่ผ่านมา 2 ปี ศาลทหารกรุงเทพสืบพยานได้เพียง 2 ปาก ธาราก็ตัดสินใจกลับคำให้การ จากปฏิเสธขอต่อสู้คดีเป็นรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2560 ซึ่งตรงกับนัดสืบพยานที่พยานไม่มาศาลอีกครั้ง เมื่อแจ้งว่าจะรับสารภาพ เขาก็ได้วันนัดให้มาศาลอีกครั้ง 26 มิ.ย. 2560

10.05 น. องค์คณะตุลาการประกอบด้วย พ.อ.นเรศ ชีโรท, พ.อ.กิจจา เคลือบมาศ, และ พ.ท.นรเศรษฐ์ ศรีธรรม ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดี โดยจำเลยยื่นคำร้องประกอบคำรับสารภาพ ระบุว่าที่แปะลิ้งก์คลิปเสียงบรรพตเพราะมีข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรและได้รับความนิยมมาก จึงนำมาแปะในเว็บไซต์เพื่อหวังให้คนเข้ามาดูที่หน้าเว็บไซต์ และมีรายได้จากโฆษณา

ธาราระบุในคำร้องประกอบคำรับสารภาพอีกว่า ขณะถูกจับกุม เขาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างดี ไม่ได้ขัดขวางหรือต่อสู้ ทั้งยังนำเจ้าหน้าที่ไปตรวจค้นและยึดทรัพย์สินอันเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน และให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน

จำเลยชี้แจงว่า ครั้งนี้เป็นการกระทำผิดครั้งแรก เขาประกอบอาชีพทำมาหากินสุจริต เป็นเสาหลักเพียงคนเดียวของครอบครัว ต้องดูแลแม่ที่ชราภาพ ดูแลตนเองไม่ได้ และบุตรอีกสองคน จึงขอให้ศาลลงโทษในสถานเบา เพื่อให้โอกาสได้แก้ไขความประพฤติกลับตัวเป็นพลเมืองดี

อย่างไรก็ตาม อัยการทหารได้คัดค้านคำร้องประกอบคำรับสารภาพของจำเลย เนื่องจากเห็นว่า ในส่วนที่อธิบายว่าแปะลิ้งก์คลิปเสียงบรรพตนั้นเป็นการต่อสู้ว่ากระทำไปโดยไม่เจตนา แต่ศาลเห็นว่าจำเลยระบุชัดอยู่แล้วว่ารับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลจึงรับคำร้องไว้พิจารณา แต่ขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 9 ส.ค. 2560 เนื่องจากศาลมีสำนวนต้องพิจารณาเป็นจำนวนมาก

คดีกดไลค์-หมิ่นหมา คกก.วินิจฉัยชี้ขาดให้ขึ้นศาลทหาร

ด้านคดีของฐนกร (สงวนนามสกุล) ที่ถูกอัยการทหารฟ้องฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 2 กรรม จากการกดเพจไลค์ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และข้อความไม่บังควร และโพสต์ข้อความเสียดสีสุนัขทรงเลี้ยงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ข้อหายุยงปลุกปั่น และยังถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จากการโพสต์ผังทุจริตในโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ศาลนัดฟังคำวินิจฉัยของคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลเมื่อ 9 มิ.ย. 2559 ระบุว่า คดีนี้ไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร แต่เป็นคดีอาญาซึ่งจำเลยเป็นพลเรือนถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด ควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลทหารกรุงเทพพิจารณาแล้วเห็นว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 2 กรรมเป็ความผิดตามที่ประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 และ 38/2557 ที่กำหนดให้คดีความผิดต่อพระมหากษัตริย์ คดีความความมั่นคง คดีอาวุธ และคดีฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช. รวมถึงความผิดเกี่ยวเนื่องกัน ให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร

ส่วนฟ้องข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ศาลทหารกรุงเทพเห็นว่า ภาพและข้อความที่จำเลยเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก ไม่ใช่การกระทำที่เข้าข่ายความผิดฐานยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

ขณะที่ศาลจังหวัสมุทรปราการทำความเห็นว่า เมื่อฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เป็นความผิดเกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งเป็นความผิดตามประกาศ คสช. ที่ให้พลเรือนขึ้นศาลหาร คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ลงวันที่ 27 เม.ย. 2560 พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาว่า จำเลยเป็นพลเรือนกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 116, และมีการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน

คำฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์จำนวน 2 กรรมนั้น ทั้งศาลทหารกรุงเทพและศาลจังหวัดสมุทรปราการเห็นตรงกันแล้วว่า เป็นความผิดที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหารกรุงเทพ คงมีปัญหาที่คณะกรรมการฯ ต้องพิจารณาตามข้อหายุยงปลุกปั่นเท่านั้น ว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด

คณะกรรมการฯ เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งเป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร คดีนี้จึงอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร

ศาลทหารกรุงเทพจึงนัดตรวจพยานหลักฐานคดีนี้วันที่ 14 พ.ย. 2560