ศาลแพ่งกรุงเทพใต้สืบพยานจำเลยในคดีนักกิจกรรมฟ้องละเมิดต่อ คสช. ทบ. และ สตช. จากการถูกเจ้าหน้าที่ในและนอกเครื่องแบบสลายงานรำลึกครบ 1ปีรัฐประหาร หน้าหอศิลปฯ หลังสืบเสร็จศาลนัดฟังคำพิพากษา 30 ต.ค. 2560

26 ก.ค. 2560 อัยการจำเลยนำพยานจำเลยเข้าสืบพยานต่อศาลจำนวน 5 ปาก ได้แก่ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง, พ.ต.จามร เกียรติสุวรรณ, พ.ท.นิติธร เครือครุฑ, พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ, และ พ.อ.สุวิทย์ เกตุศรี เข้าเบิกความต่อศาล โดยมีเพียง พ.อ.สุวิทย์ ที่เป็นประจักษ์พยานอยู่ในเหตุการณ์โดยตลอด

โดย พ.อ.บุรินทร์ ให้การว่า ได้รับรายงานจากนายทหารฝ่ายข่าวซึ่งปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ การสลายการชุมนุมเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งนักศึกษาให้ยุติการชุมนุม แต่นักศึกษาไม่ยุติ เมื่อมีการปีนข้ามแนวรั้วเหล็กสีเหลืองที่ตำรวจใช้จำกัดบริเวณผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าจับกุม และความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากกการต่อสู้ขัดขืนของฝ่ายนักศึกษา แต่ภาพเหตุการณ์ปีนข้ามรั้วตามที่ พ.อ.บุรินทร์อ้าง ไม่ปรากฏในไฟล์วิดีโอที่เป็นหลักฐานในคดี

ส่วน พ.อ.สุวิทย์ ให้การว่า ก่อนการชุมนุม มีการประชุมร่วมกันระหว่างทหารและตำรวจ เรื่องการวางกำลังและการใช้กำลังต่อผู้ชุมนุม โดยตำรวจเป็นผู้ปฏิบัติการหลัก ส่วนทหารจะจัดเฉพาะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านการข่าวเท่านั้น ในการปฏิบัติการจริงไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดติดอาวุธ

พ.อ.สุวิทย์ ให้การต่อว่า เขาอยู่ในที่เกิดเหตุตั้งแต่ 16.00 น. กลุ่มนักศึกษาเริ่มรวมตัวกันนอกแผงกั้นของเจ้าหน้าที่ประมาณ 18.00 น. เห็นเจ้าหน้าที่เจรจากับนักศึกษา แต่ไม่ได้ยินว่าพูดอะไรกัน ขณะเดินเเข้าไปในหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงเข้าไปคุยกับนัชชชาว่าไม่ให้ร่วมชุมนุมกับนักศึกษา การตัดสินใจสลายการชุมนุมเป็นของฝ่ายตำรวจโดยไม่ได้ปรึกษากับ พ.อ.สุวิทย์ เพราะขณะเริ่มสลายการชุมนุม เขาอยู่ภายในหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จึงไม่เห็นเหตุการณ์ขณะชุลมุนกันด้วย แต่ยืนยันว่า การจับกุมไม่ได้ใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 หลังควบคุมตัวผู้ชุมนุมไปที่ สน.ปทุมวัน พ.อ.สุวิทย์เดินทางตามไปด้วย โดยเขาบอกว่าไม่ใช่การควบคุมตัว แต่หากผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของทหารและตำรวจก็ไม่สามารถกลับบ้านได้

ต่อมา 27 ก.ค. 2560 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีสืบพยานในคดีที่นักกิจกรรม13คนเป็นโจทก์ร่วมกันฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1-3 ในคดีละเมิด จากเหตุเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558 เจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังควบคุมตัวนักศึกษา/นักกิจกรรมด้วยความรุนแรง ในระหว่างทำกิจกรรมรำลึกครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ทั้ง13คนเรียกค่าเสียหายเป็นเงินรวม16,468,583 บาท ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

พยานที่มาในวันนี้ พ.ต.ท.อาทิตย์ ซิ้มเจริญ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ปทุมวัน ได้ส่งคำเบิกความเป็นเอกสารถึงศาลแล้วการถามความในวันนี้จึงเป็นการถามค้านของทนายความฝ่ายโจทก์เท่านั้น

พ.ต.ท.อาทิตย์เบิกความตอบคำถามของทนายความโจทก์โดยสรุปได้ว่า ณ วันเกิดเหตุพยานอยู่ในที่เกิดเหตุตั้งแต่เวลา 16.30น. และออกจากที่เกิดเหตุในเวลาประมาณ20.00น. จึงได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตลอด ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการมีการประชุมร่วมกันระหว่างฝ่ายทหารและตำรวจ ในปฏิบัติการฝ่ายทหารจะทำหน้าที่หาข่าวและสนับสนุนการควบคุมพื้นที่และเข้าสลายการชุมนุมหากได้รับการร้องขอจากตำรวจ ในการปฏิบัติการนี้ผู้บัญชาการเหตุการณ์ของฝ่ายตำรวจคือพ.ต.อ.บันลือศักดิ์ ขลิบเงิน ส่วนฝ่ายทหารคือพ.อ.สุวิทย์ เกตุศรี แต่ผู้บัญชาการสูงสุดในเหตุการณ์คือ พ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ซึ่งการประสานงานกันระหว่างทหารและตำรวจจะเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ทั้งสองคนสื่อสารกัน

การดำเนินการจับกุมของเจ้าหน้าที่เป็นการดำเนินการตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ได้เป็นการดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ทั้งนี้ตั้งแต่การจับกุมจนถึงปล่อยตัวในเวลา6โมงเช้าของวันที่ 23พ.ค.2558ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาในคืนนั้นและแจ้งสิทธิให้แก่ผู้ที่ถูกจับกุม เนื่องจากตนไม่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา หลังจับกุมแล้วไม่ได้มีการทำบันทึกจับกุมและบันทึกประจำวัน

พ.ต.ท.อาทิตย์เบิกความว่าตนได้รับทราบข่าวการจัดกิจกรรมนี้จากเจ้าหน้าที่สันติบาลและฝ่ายข่าวของทหาร และยังได้พบเห็นการโพสต์ชักชวนในเฟซบุ๊กเองด้วย ข้อความชักชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมไม่ได้มีจุดใดที่ระบุว่าจะมีการต่อต้านการรัฐประหารหรือ คสช. แต่จากการรายงานข่าวของทหารว่ากลุ่มนักศึกษาที่จะมาทำกิจกรรมมีความคิดต่อต้านรัฐบาล

การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ก่อนที่กิจกรรมจะเริ่มขึ้นทางเจ้าหน้าที่ได้เอารั้วเหล็กสีเหลืองไปกั้นที่ลานด้านหน้าหอศิลปฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน 1กองร้อยจำนวน 150นาย ยืนอยู่ที่รั้วไม่ได้พกพาโล่มาด้วย แนวรั้วมีการเว้นบางส่วนไว้เป็นทางเดินของประชาชน

ขณะที่กิจกรรมกำลังดำเนินไปพ.ต.อ.จารุต ศรุตยาพร ผู้กำกับ สน.ปทุมวัน เข้าไปเจรจากับผู้ที่มาทำกิจกรรมไม่ให้จัดกิจกรรมที่บริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งกลุ่มแรกก็ถอยออกไปแต่ก็ยังมีประชาชนและนักศึกษาอีกกลุ่มเข้ามาแทนเพราะไม่เห็นด้วยกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ให้จัดกิจกรรมจากนั้นกลุ่มที่ถอยออกไปก่อนก็กลับเข้ามาอีก เมื่อคนเริ่มเยอะก็มีการผลักดันรั้วเข้าไปแล้วก็แนวรั้วแตกตำรวจควบคุมฝูงชนก็ถอยเข้าไป รอคำสั่งของพ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ส่วนพ.ต.อ.จารุต เข้าไปเจรจาให้เลิกการผลักแนวรั้วและให้แยกย้ายกันกลับ โดยเป็นการใช้ปากเปล่าและโทรโข่ง

ตำรวจเริ่มทำการจับกุมตัวนักศึกษาหลังจากมีการดันแนวรั้วราว 30นาที เป็นเวลาประมาณ18.30น. ส่วนเหตุการณ์ที่พ.ต.อ.จารุต เข้าไปนั่งเจรจาในวงของนักศึกษาเป็นเหตุการณ์หลังจากที่มีการจับกุมไปบางส่วนแล้ว ซึ่งนักศึกษาที่นั่งอยู่ในวงบางส่วนก็ถูกจับกุมไปด้วย

ในวันนั้นพ.ต.ท.อาทิตย์ใส่ชุดนอกเครื่องแบบได้รับคำสั่งให้มีหน้าที่ถ่ายภาพเหตุการณ์และหาข่าวเท่านั้น ส่วนการจับกุมตัวเป็นของเจ้าหน้าที่คนอื่น ก่อนที่จะมีการเข้าจับกุมหน่วยควบคุมฝูงชนมีการเรียกจัดขบวนก่อนโดยมีพ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ เป็นผู้ตัดสินใจให้มีการจับกุม ส่วนตัวพยานเองที่ปรากฏภาพเข้าร่วมจับกุมเนื่องจากพ.ต.อ.จารุตชี้และบอกให้ตนเข้าจับกุมตัวนายรังสิมันต์ โรม ซึ่งตอนที่เขาเข้าไปจับกุมมีตำรวจควบคุมฝูงชนเข้าไปจับกุมนายรังสิมันต์แล้ว 5นายแต่จับไม่ได้เพราะมีการคล้องแขนอยู่กับเพื่อน ตนจึงเข้าไปจับกุมด้วยแต่ตนถูกนายรังสิมันต์ตีเข่าและกัดที่แขนซ้าย จึงถอยออกมาแล้วไม่ได้เป็นผู้จับกุม

ทนายความได้นำภาพการจับกุมโจทก์ในคดีนี้ให้พ.ต.ท.อาทิตย์ดู และถามว่าผู้ที่เข้าจับกุมเป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบใช่หรือไม่พยานตอบว่าเป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ

ในวันเกิดเหตุมีการจับกุมผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งหมด 38คน 37คนถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่สน.ปทุมวัน มี1คนที่ถูกนำตัวไปส่งที่โรงพยาบาลหัวเฉียวเนื่องจากมีการแจ้งว่าบาดเจ็บคือนายทรงธรรม แก้วพันธ์พฤกษ์ ซึ่งไม่ได้เป็นโจทก์ร่วมฟ้องในคดีนี้

ทนายความถามพยานว่าในบรรดาผู้ที่ถูกจับกุมที่ไม่ได้มีการดำเนินคดีในภายหลัง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ชดเชยค่าเสียหายให้หรือไม่ พยานตอบว่าไม่มีการชดเชยให้

ภายหลังการสืบพยานทนายความได้แถลงขอยื่นแถลงการณ์ปิดคดี ศาลอนุญาตให้ยื่นได้ภายใน 30วัน และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 30ต.ค.2560