2 จำเลยที่เปลี่ยนใจไม่เผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติที่ จ.ขอนแก่น ยืนยันรับสารภาพ ศาลตัดสินจำคุกฐานเป็นอั้งยี่ 1 ปี ม.112 4 ปี รวม 5 ปี ลดครึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน พร้อมริบรถกระบะ

15 พ.ย. 60 ศาลจังหวัดพลนัดอ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1269/2560 ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดพลเป็นโจทก์ฟ้องนายหนูพิณ และนายฉัตรชัย (สงวนนามสกุล) ในข้อหา เป็นอั้งยี่,  ร่วมกันตระเตรียมวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น  และร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ โดยมีพฤติการณ์ตามโจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 12-13 พ.ค. 60 จำเลยทั้ง 2 กับพวก ได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่มุ่งประสงค์จะวางเพลิงเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ และได้ร่วมกันตระเตรียมวางเพลิงเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติในเขต อ.เปือยน้อย จ.ขอนแก่น อันเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และศาลมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะความประพฤติของจำเลยทั้งสองรายงานต่อศาล (อ่านข่าวก่อนหน้านี้)

เวลา 11.00 น. ก่อนอ่านคำพิพากษา นายเพิ่มศักดิ์ สุริยวนากุล ผู้พิพากษาได้ถามจำเลยทั้ง 2 ว่า ยืนยันให้การรับสารภาพตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เมื่อจำเลยยืนยัน ศาลได้แจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยทั้ง 2 ทราบ จำเลยที่ 1 โต้แย้งในส่วนที่พนักงานคุมประพฤติรายงานเกินข้อเท็จจริงไปว่า จำเลยที่ 1 ยังเก็บถุงน้ำมันไว้ รอที่จะเอาไปเผาอีก ศาลอธิบายว่า เป็นขั้นตอนภายหลังการกระทำผิดตามฟ้องที่จำเลยได้รับสารภาพแล้ว ซึ่งศาลไม่ได้ใส่ใจนำมาเป็นสาระสำคัญในการพิพากษา จำเลยไม่ติดใจโต้แย้งรายงานการสืบเสาะฯ ในส่วนอื่น ศาลจึงอ่านคำพิพากษา

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง เป็นความผิดหลายกรรม ต่างกรรมต่างวาระกัน ให้ลงโทษทุกกรรม เรียงกระทงความผิด ฐานเป็นอั้งยี่ ลงโทษจำคุก 1 ปี ฐานตระเตรียมวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นและหมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานหมิ่นฯ พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะ คดีมีพฤติการณ์ร้ายแรง ไม่มีเหตุให้รอลงอาญา ให้ริบน้ำมัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถกระบะ ซึ่งเป็นของกลางที่ใช้ในการกระทำความผิด

นายหนูพิน อายุ 64 ปี อาชีพ ขายเฉาก๊วยรถเร่ นายหนูพินให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ เขากับภรรยาทำงานอยู่ที่ จ.ชลบุรี เพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้านและลูกชายที่ อ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น ช่วงสงกรานต์ปี 2560 ก่อนได้รับการแนะนำจากนายสาโรจน์ (ช่างแอร์) ให้รู้จักกับนายปรีชา และได้รับการว่าจ้างให้ทำงาน พร้อมทั้งให้หาเด็กวัยรุ่นมาทำงานด้วย นายหนูพินไม่รู้จักใคร แต่เคยพบลูกชายของเพื่อน (นายฉัตรชัย อายุ 25 ปี) ที่บ้านเพื่อนในอำเภอโนนศิลา วันเกิดเหตุ นายหนูพินจึงขับรถกระบะไปชวนฉัตรชัย โดยมีถุงบรรจุน้ำมันขนาดกำมือหลายถุงที่ได้รับจากนายปรีชาอยู่ในรถ หลังจากไปถึงจุดที่นายปรีชาบอก และพบว่า สิ่งที่ต้องเผาเป็นซุ้มเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ของ ร.9 ทั้งสองจึงเปลี่ยนใจ และขับรถกลับโดยไม่ได้ลงมือเผา หลังจากนั้น นายหนูพินได้นำถุงน้ำมันไปทิ้งที่ในพงหญ้าไม่ไกลจากหมู่บ้าน

นายหนูพินเล่าต่อว่า เขาถูกจับกุมที่ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 60 ถูกควบคุมตัวที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง ก่อนถูกพาตัวมาค่ายศรีพัชรินทร จ.ขอนแก่น ในวันรุ่งขึ้น และถูกส่งไปควบคุมตัวที่ มทบ.11 ประมาณ 5 วัน ก่อนถูกส่งกลับมาดำเนินคดีที่ สภ.ชนบท โดยถูกแจ้งข้อหา เป็นอั้งยี่ และตระเตรียมวางเพลิง ส่วนข้อหาหมิ่นประมาท อาฆาตพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตำรวจมาแจ้งเพิ่มเติมในภายหลังก่อนส่งให้อัยการ และส่งฟ้องต่อศาล   

แม่ของนายฉัตรชัย ให้ข้อมูลว่า นายฉัตรชัยไปทำงานรับจ้างอยู่ที่ จ.ชลบุรี อยู่หลายปี เพิ่งกลับมาบ้านเมื่อกลางปี 2559 เขาเคยมีครอบครัว แต่ตอนนี้เลิกกับภรรยาแล้ว ลูกซึ่งกำลังเรียนชั้นประถม ไปอยู่กับแม่ ฉัตรชัยต้องหาเงินเป็นค่าใช้จ่ายส่งให้ลูกทุกเดือน หลังจากฉัตรชัยถูกดำเนินคดีนี้ ก็ไม่ได้ส่งค่าใช้จ่ายไปให้ลูกอีกเลย

ก่อนหน้าศาลจังหวัดพลมีคำพิพากษา นายหนูพินและนายฉัตรชัยถูกควบคุมตัวในเรือนจำอำเภอพล จ.ขอนแก่น มาแล้วประมาณ 4 เดือนครึ่ง โดยไม่เคยยื่นประกันตัว เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ และในชั้นศาล ทั้งสองขอให้ศาลตั้งทนายขอแรงเป็นทนายให้

คดีนี้สืบเนื่องจากกรณีที่มีการก่อเหตุเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติในอำเภอบ้านไผ่ และอำเภอชนบทในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2560 ต่อมา วันที่ 17 พ.ค. 60 ทหารและตำรวจได้เข้าจับกุมเยาวชนชาย (อายุ 14 ปี) 1 คน วัยรุ่นชาย (อายุ 18-20 ปี) 6 คน จากบ้านและสถานศึกษาในตำบลบ้านแท่น อ.ชนบท และนายฉัตรชัย จากบ้านในอำเภอโนนศิลา และจับกุมนายหนูพินที่ จ.อุดรธานี นำไปควบคุมตัวที่มณฑลทหารบกที่ 23 จ.ขอนแก่น และมณฑลทหารบกที่ 11 กรุงเทพฯ รวม 6 วัน ก่อนที่ศาลจังหวัดพลจะออกหมายจับผู้ต้องหาในกรณีนี้ทั้งหมดรวม 8 คน ในวันที่ 20 พ.ค. 60  ซึ่งในระหว่างที่มีการควบคุมตัวในค่ายทหารโดยญาติไม่สามารถติดต่อได้ และไม่ทราบสถานที่ควบคุมตัว ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ออกแถลงการณ์ ขอให้ชี้แจงกรณีการควบคุมตัวเยาวชนอายุ 14 ปี และให้ยุติการควบคุมตัวบุคคลภายในค่ายทหาร ที่ทำให้บุคคลดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมตัวเด็กอายุ 14 ปี ซึ่งจำเป็นต้องกระบวนการที่เหมาะสมอันแตกต่างจากผู้ใหญ่

ทั้งนี้ จำเลยวัยรุ่นชาย 6 คน ที่พนักงานอัยการจังหวัดพลฟ้องเป็น 2 คดี และทั้งหมดรับสารภาพเฉพาะข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์ ปฏิเสธข้อหาอั้งยี่, ซ่องโจร และ ม.112 ศาลนัดสืบพยานในวันที่ 12-15 ธ.ค. 60, 16-19 ม.ค. 61 และอีกคดีหนึ่งในวันที่ 19-22 ธ.ค. 60, 24-25 ม.ค. 61

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คดีเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ: ควบคุมตัวเด็ก 14 ในค่ายทหาร และการควบคุมตัวมิชอบที่เกิดขึ้นซ้ำซาก

ศาลไม่ให้ประกัน ผู้ต้องหาวัยรุ่นคดีเผาซุ้มฯ แม้อ้างเหตุยังเป็นผู้เยาว์

ฟ้อง 112 แปดผู้ต้องหาคดีเผาซุ้มฯ เพิ่มเติมจาก 4 ข้อหาเดิม

6 จำเลยวัยรุ่นคดีเผาซุ้มฯ รับสารภาพวางเพลิง ไม่เจตนาหมิ่นฯ