สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 4 ส่งหนังสือเตือนสิรวิชญ์ หลังติดตาม สนช. ให้ถอดถอนรัฐบาล ด้านสิรวิชญ์ยืนยันตนไม่ได้ผิดเงื่อนไข คุมประพฤติอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน พร้อมทำหนังสือชี้แจง

 

 

26 ม.ค. 61 ‘นิว’ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือ ‘ด่วนที่สุด’ จากสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 4 ลงวันที่ 25 ม.ค. 61 เรื่อง เตือนให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติโดยเคร่งครัด และให้ไปพบพนักงานคุมประพฤติ โดยเนื้อหาในหนังสือดังกล่าวระบุว่า ตามที่ศาลจังหวัดขอนแก่นได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ลม.1/2560 ในฐานความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล พิพากษาลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติไว้ 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง กระทำบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชม. ห้ามมิให้คบค้าสมาคม หรือจัดทำกิจกรรม หรือรวมตัวกันในลักษณะอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก

หนังสือจากสำนักงานคุมประพฤติฯ ระบุอีกว่า แต่เนื่องจากระหว่างการควบคุมความประพฤติ ได้ปรากฏข่าวจากสื่อทั่วไปว่า เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 61 ท่านและทีมงาน ActionGen และประชาธิปไตยศึกษา รวมตัวและเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ สนช. เพื่อติดตามความคืบหน้า และแถลงถึงการเคลื่อนไหวการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และถอดถอนรัฐบาล คสช. ทั้งคณะ ที่ด้านหน้าสวนสัตว์เขาดิน ฝั่งตรงข้ามอาคารรัฐสภา ซึ่งกรณีพฤติกรรมดังกล่าว มีความสุ่มเสี่ยงในการผิดเงื่อนไขการคุมความประพฤติ ในเรื่องข้อห้ามคบหาสมาคม หรือจัดทำกิจกรรม หรือรวมตัวกันในลักษณะอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก ดังนั้น พนักงานคุมประพฤติจึงตักเตือนให้ท่านปฏิบัติตามเงื่อนไขตามที่ศาลกำหนดโดยเคร่งครัด และแจ้งให้ท่านไปพบพนักงานคุมประพฤติพร้อมกับมารดา ในวันที่ 30 ม.ค. 61 เวลา 10.00 น. โดยมี น.ส.ศศิธร บุพพฤทธิ์ พนักงานคุมประพฤติชำนาญการ หัวหน้างานควบคุมและสอดส่อง เป็นผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าวนี้

ทั้งนี้ สิรวิชญ์ให้ข้อมูลว่า เขาเพิ่งได้รับหนังสือวันนี้ (26 ม.ค. 61) ก่อนหน้านี้เขาได้ไปรายงานตัวที่สำนักงานคุมประพฤติตามกำหนดทุกครั้ง ครั้งแรก วันที่ 21 ธ.ค. 60 และนัดครั้งที่สองในวันที่ 18 ก.พ. 61 เรื่องการทำสาธารณประโยชน์ยังไม่ได้เริ่มทำ เนื่องจากเจ้าหน้าที่คุมประพฤติจะหารือเรื่องนี้เมื่อไปรายงานตัวครั้งที่สอง

ส่วนเรื่องที่สำนักงานคุมประพฤติมีหนังสือมาตักเตือนให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของคุมประพฤติอย่างเคร่งครัด โดยอ้างคำพิพากษาในคดีละเมิดอำนาจศาลว่า “ห้ามคบค้าสมาคมหรือจัดกิจกรรมรวมตัวในลักษณะอันนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก” เขาเองเคยถามศาลในวันที่ฟังคำพิพากษาแล้วว่า ข้อความดังกล่าวหมายถึงอะไร ศาลได้อธิบายว่าหมายถึง ห้ามรวมกันทำกิจกรรมที่บริเวณศาลหรือป้ายศาล ซึ่งจะทำให้ละเมิดอำนาจศาลอีก ไม่ได้เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมที่อื่น ๆ หรือห้ามชุมนุมทางการเมือง

อีกทั้งเมื่อวันที่ 23 ม.ค.61 ซึ่งตนดำเนินการติดตามความคืบหน้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจและถอดถอนรัฐบาลคสช.ทั้งคณะเพราะเหตุเคยยื่นจดหมายเปิดผนึกไว้ถึงประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค. 60 แต่ยังไม่ได้รับการชี้แจงความคืบหน้านั้น นายสิรวิชญ์กล่าวว่า ตนไม่ได้ทำกิจกรรมดังกล่าวที่หน้าศาล และไม่เข้าข่ายกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลอันจะเป็นการกระทำความผิดซ้ำ ซึ่งฝ่าฝืนต่อเงื่อนไขตามคำพิพากษาแต่อย่างใด

นอกจากนี้ สิรวิชญ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การเตือนในครั้งนี้โดยใช้ข้ออ้างว่าอาจจะผิดต่อเงื่อนไขของคำพิพากษาศาล เป็นการเตือนเพื่อไม่ให้เขาเคลื่อนไหว ทำให้เขารู้สึกว่า ถูกติดตามและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยส่วนตัวคิดว่าการห้ามคบค้าสมาคมเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่าสำนักงานคุมประพฤติอาจจะมีการเข้าใจผิดในคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งเขาจะทำหนังสือไปชี้แจงไปยังสำนักงานคุมประพฤติเกี่ยวกับคำพิพากษาของคดีนี้ หรือไม่ก็อาจจะร้องขอไปที่ศาลเพื่อให้เขียนชี้แจงคำพิพากษาให้ชัดเจน

 

อ่านรายละเอียดคำพิพากษาคดีดังกล่าวที่ พิพากษา 7 น.ศ.ละเมิดอำนาจศาล รอกำหนดโทษ-รอลงอาญา คุมประพฤติ 1 ปี และ คำพิพากษาภายใต้เจตนารมณ์ “เพื่อคุ้มครองกระบวนการพิจารณาคดี” และข้อสังเกตคดี 7 นักศึกษา