2 ก.พ. 61 ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจเข้ายื่นอุทธรณ์คดี “7 นักศึกษา ละเมิดอำนาจศาล” คดีหมายเลขดำที่ ลม.1/2560 หมายเลขแดงที่ ลม.1/2560 ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 คัดค้านคำสั่งศาลจังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 60 ที่ีมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล “ให้รอการกำหนดโทษของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 6 ไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติไว้คนละ 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติคนละ 6 ครั้ง ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลาคนละ 24 ชั่วโมง ห้ามมิให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดคบหาสมาคมหรือจัดทำกิจกรรมหรือรวมตัวกันในลักษณะอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก” (อ่านรายละเอียดที่นี่)

โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดคัดค้านคำสั่งดังกล่าวว่า  การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดไม่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล  ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้น  ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดพ้นผิดไป ศาลจังหวัดขอนแก่นรับอุทธรณ์ดังกล่าวไว้ เพื่อส่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณา

คดีนี้ อภิวัฒน์ สุนทรารักษ์, ภานุพงษ์ ศรีธนานุวัฒน์, พายุ บุญโสภณ, อาคม ศรีบุตตะ, จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ, ณรงค์ฤทธิ์ อุปจันทร์ และสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษาและนักกิจกรรม ถูกกล่าวหาว่า ละเมิดอำนาจศาล จากกรณีที่จัดกิจกรรมบนฟุตบาทหน้าป้ายศาลจังหวัดขอนแก่นเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 60 (อ่านรายละเอียดที่นี่) เพื่อให้กำลังใจ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ซึ่งถูกฟ้องคดี 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ จากการแชร์บทความ “พระราชประวัติกษัตริย์พระองค์ใหม่ของไทย” ของเว็บข่าวบีบีซีไทย

 

อุทธรณ์ดังกล่าวระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นด้วยเหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายรวม 5 ประเด็น กล่าวคือ

1. ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดเห็นว่าที่ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่า “คำเบิกความพยานผู้กล่าวหาที่ว่า  มีการกล่าวปราศรัย  ร้องเพลง  แสดงท่าทางและนำอุปกรณ์ต่างๆ  มาใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงความไม่พอในการพิจารณาคดีของศาลจังหวัดขอนแก่นอยู่บริเวณป้ายศาลอุทธรณ์ภาค 4”  นั้น ศาลรับฟังคลาดเคลื่อนและยังไม่ครบถ้วน  เนื่องจากในการเบิกความตอบทนายผู้ถูกกล่าวหา ไม่มีพยานผู้กล่าวหาคนใด  ยืนยันว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1-6 กล่าวพาดพิงถึงศาลจังหวัดขอนแก่น  หรือแสดงความไม่พอใจในการพิจารณาคดีของศาล นอกจากนี้ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 – 6 ยังเบิกความไว้ชัดเจนว่า อุปกรณ์ลักษณะคล้ายตราชั่งและรองเท้าบู๊ทจัดเตรียมไว้สำหรับกิจกรรมการเสวนาเรื่อง พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ ซึ่งออกโดยทหาร แต่เนื่องจากในวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่ทหารมีการตรวจค้นประชาชนที่เดินทางไปให้กำลังใจจตุภัทร์ ติดตาม ถ่ายภาพ ซึ่งกระทบต่อสิทธิของประชาชนมากเป็นพิเศษ จึงมีบุคคลนำอุปกรณ์ดังกล่าวมาวางที่หน้าศาล จึงไม่ใช่การตระเตรียมมาเพื่อแสดงออกในการวิพากษ์วิจารณ์การพิจารณาคดีของศาลแต่อย่างใด

2. หลักความอิสระของผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีหมายถึง การที่ผู้พิพากษามีอิสระเต็มที่ในการพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยผู้พิพากษาจะต้องวางตัวเป็นกลางปราศจากอคติ  และผลประโยชน์ในคดีที่ตนพิจารณา ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มีบทบัญญัติที่เป็นหลักประกันอำนาจอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี  และป้องกันมิให้ผู้บริหารศาลเข้าไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซงการทำหน้าที่ในการพิจารณาคดีขององค์คณะ ด้วยเหตุดังกล่าวการที่ศาลวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดนำมวลชนมากดดันศาลและแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของศาล ทำให้ศาลไม่มีอิสระในการพิจารณาคดี  จึงคลาดเคลื่อนกับความเป็นจริง  และการแสดงออกของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดไม่ใช่การกดดันและไม่อาจจะไปแทรกแซงการใช้ดุลพินิจของศาลได้ นอกจากนี้  การกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล  มีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สงบเรียบร้อย และอำนวยความยุติธรรมได้อย่างเต็มที่  มิใช่กำหนดไว้เพื่อคุ้มครองผู้พิพากษา  และมิใช่หลักเรื่องความเป็นอิสระของผู้พิพากษาแต่อย่างใด

3. ที่ศาลได้ชี้หลักกฎหมายว่า ประชาชนย่อมสามารถวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลได้  ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลชี้ว่า  วิจารณ์โดยถืออคติ โดยไม่ศึกษาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนให้ถ่องแท้ และสรุปว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดไม่สุจริต  เป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อน  เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่า  ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์สำนวนคดีของจตุภัทร์  แต่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่เข้ามาก้าวก่ายการจัดการทำงานดูแลพื้นที่ศาลยุติธรรม  ซึ่งปกติแล้วเป็นเรื่องของศาลเอง  นอกจากนี้ คำวินิจฉัยของศาลที่ว่า  “พฤติการณ์เช่นนี้ทำให้เห็นประจักษ์  และมีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าเพื่อต้องการกดดันการใช้ดุลพินิจศาล  ด้วยการนำมวลชนมาลิดรอนดุลพินิจของผู้พิพากษาเพื่อให้เป็นไปตามที่พวกพ้องตนต้องการ”  ก็เป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อน  ผู้อำนวยการศาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็เบิกความไว้ชัดแจ้งว่า  ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดปฏิบัติตามคำสั่งศาลและไม่ได้ก่อความวุ่นวายภายในบริเวณศาล  

            รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนตลอดมา  โดยฉบับปัจจุบันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาจักรไทย พ.ศ. 2560 บัญญัติไว้ใน มาตรา 34  ว่า  “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น  การพูด  การเขียน  การพิมพ์  การโฆษณา  และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น  การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ  เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น  เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน”  และโดยที่ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  บัญญัติขึ้นรักษาความสงบเรียบร้อยของกระบวนการพิจารณาคดีของศาล  จึงไม่ใช่กฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมหรือความมั่นคงของรัฐ  อันที่จะทำให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกจำกัดได้ตามรัฐธรรมนูญ  การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดในคดีนี้ก็มิได้เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพหรือชื่อเสียงของผู้อื่น จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต  ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

4. ที่ศาลวินิจฉัยว่า “หากผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 6  มีเจตนามุ่งวิพากษ์วิจารณ์การลิดรอนเสรีภาพของทหาร เหตุใดจึงมาทำบริเวณหน้าป้ายศาล  พร้อมกับมีนักข่าวสื่อมวลชนเสนอข่าวและมีการบันทึกภาพ  บ่งชี้ว่ามีการนัดหมายกันไว้ล่วงหน้า”  เป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อน  เนื่องจาก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 6  ไม่ได้แสดงความไม่ยำเกรงต่อสถานที่ แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลบอกให้กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาไปให้ทำกิจกรรมนอกศาล ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 6 เข้าใจว่าบริเวณดังกล่าวสามารถแสดงออกได้เพราะอยู่นอกเขตศาล  และย่อมมีความปลอดภัยกว่า ไปทำกิจกรรมบริเวณอื่น ซึ่งก็อาจจะถูกเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ระงับหรือจับกุมอีกก็เป็นได้ ที่มีนักข่าวมาทำข่าวก็เป็นเรื่องปกติทุกนัด  ไม่ได้มีการนัดหมายมา  ส่วนที่ศาลวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 ร่วมถ่ายภาพมีข้อความว่า FREE PAI  สื่อความหมายให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวไผ่  เป็นการวินิจฉัยที่ขยายความให้เป็นผลร้ายกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 เกินกว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณา  เพราะข้อความ FREE PAI  เป็นข้อเรียกร้องไม่เพียงแต่ของผู้ถูกกล่าวที่ 7 เท่านั้น แต่เป็นข้อเรียกร้องของหลากหลายกลุ่มในสังคม  ทั้งผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 ก็เพียงแต่ได้ร่วมถ่ายภาพเท่านั้น  ไม่ได้แสดงท่าทางที่จะการใช้กำลังข่มขู่  คุกคาม หรือไม่เคารพต่อศาลแต่อย่างใด  ทั้งต่อมาปรากฏว่าคดีของนายจตุภัทร์  จำเลยให้การรับสารภาพ และศาลมีคำพิพากษาลงโทษ จนกระทั่งคดีสิ้นสุดไปแล้ว แสดงว่าพฤติการณ์ไม่ได้เป็นไปตามที่ศาลวินิจฉัย  ดังนั้น  การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดจึงยังไม่ถือว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาล

5. การที่ศาลกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดนั้น  แม้ศาลจะมีความเข้าใจว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 6  เป็นนักศึกษามีอุดมการณ์ที่ดี  จึงลงโทษในสถานเบา เป็นเรื่องที่ถูกต้อง  แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 6 เห็นว่าคำวินิจฉัยที่ว่าตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีนั้นผิดพลาดคลาดเคลื่อน  เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดแสดงพฤติการณ์ไปนั้น  ไม่ใช่เรื่องที่ถูกชักจูงหรือหลงเข้าใจ แต่เป็นผลจากการติดตามความเป็นไปของสังคม  ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดเห็นว่าในภาวะเช่นนี้ควรจะต้องมีบทบาทในการทักท้วงคัดค้านความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในสังคม  ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดจึงได้มีการทำกิจกรรมเช่นนี้ต่อเนื่องมา  บุคคลอื่นจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดก็เป็นเสรีภาพของบุคคลแต่ละคน  ทั้งนี้ บุคคลทุกคนย่อมมีเสรีภาพที่แสดงออกถึงความคิดเห็นและความเชื่อของตนเองได้และความเห็นของบุคคลทุกคนย่อมได้รับความเคารพโดยเสมอภาคกัน

            ตามคำแนะนำประธานศาลฎีกา  เกี่ยวกับวิธีการรอการกำหนดโทษ  การรอการลงโทษ  และการกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ  พ.ศ. 2559  ข้อ 13  ในการป้องกันมิให้จำเลยไปกระทำความผิดซ้ำ  ศาลพึงกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติโดยการให้ละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดก็ได้  แต่ต้องคำนึงถึงเงื่อนไข  ไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีวิตของจำเลยเกินสมควร  โดยอาจกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับเวลา  สถานที่  และตัวบุคคล  หรือเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติม  ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดเห็นว่า  คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ห้ามผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดคบค้าสมาคมหรือจัดกิจกรรมหรือรวมตัวกันอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก  เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขตามคำแนะนำของประธานศาลฎีกา  ข้อ 13  เนื่องจากศาลมิได้กำหนดเวลา สถานที่  และตัวบุคคลให้ชัดเจน  ทั้งการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดในคดีนี้ก็ไม่ใช่การก่อเหตุร้าย หรือก่อภยันตรายต่อผู้อื่นหรือสังคม  อันจะเป็นเงื่อนไขให้ศาลสั่งห้ามผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดคบค้าสมาคมหรือการประพฤติได้  คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็น  การแสดงออก  และการประพฤติของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดจนเกินสมควรและกระทบต่อสาระสำคัญของการใช้เสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ด  จนทำให้ไม่สามารถใช้เสรีภาพดังกล่าวได้ ทั้งคำสั่งดังกล่าวยังมีความคลุมเคลือ ไม่ชัดแจ้ง  ว่าลักษณะอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดคือลักษณะใด  ซึ่งไม่ถูกต้องกับหลักกฎหมาย