14 ก.พ. 2561 ศาลปกครองสูงสุดนัดฟังคำสั่ง กรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลางที่ให้คุ้มครองชั่วคราวขบวนเดินมิตรภาพหรือ We Walk ของกลุ่ม People Go Network โดยให้เจ้าหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะ และยุติการดำเนินการใดๆ ที่มีลักษณะเป็นการปิดกั้น ขัดขวาง คุกคาม ข่มขู่ และทำให้หวาดกลัวการใช้เสรีภาพการชุมนุม และให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก และดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุมให้สามารถเดินเท้าได้จนสิ้นสุดกิจกรรมเดินมิตรภาพตามที่ผู้ฟ้องคดียื่นหนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะไว้ นัดฟังคำสั่งวันที่ 15 ก.พ. 2561 เวลา 14.00 น.

คดีนี้ ผู้จัดการชุมนุมและผู้ร่วมชุมนุม รวม 4 ราย เป็นตัวแทนฟ้อง สตช., พ.ต.อ.ฤทธินันท์ ปุ้ยพันธวงศ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง, พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี และ พล.ต.ต.สมหมาย ประสิทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากการปิดกั้นและดำเนินการอื่นใดอันมีลักษณะขัดขวาง คุกคาม ข่มขู่ ทำให้หวาดกลัวในการใช้เสรีภาพการชุมนุมโดยชอบด้วยกฎหมาย ของเครือข่าย People Go ซึ่งได้ทำการแจ้งการชุมนุมสาธารณะตามกฎหมาย และศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2561

อ่าน: “เดินมิตรภาพ” เฮ ศาลปกครองมีคำสั่งให้ ตร.ดูแลตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ห้ามปิดกั้น

คำร้องอุทธรณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

ต่อมา สตช. ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2561 โดยโต้แย้งว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นการปิดกั้น ขัดขวาง คุกคาม ข่มขู่ และทำให้หวาดกลัว กรณีที่มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจรอบวัดลาดทราย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ที่พักคืนแรกของกลุ่ม People Go Network เป็นการดูแลอำนวยความสะดวก และป้องกันเหตุโดยรอบและป้องกันเหตุแทรกซ้อน

ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารร่วมกันตั้งจุดป้องกันเหตุข้างองค์การบริหารส่วนตำบลลำไทร มีรถยนต์ผ่านจุดตรวจหลายคัน แต่มีคันเดียวที่มีพฤติการณ์พิรุธจึงขอตรวจค้นรถยนต์องผู้ร่วมชุมนุม ระหว่างนั้นผู้่วมชุมนุมใช้เครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดสดเพื่อกดดันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และใช้คำพูดแง่ลบ ทั้งยังพบว่าผู้ชุมนุมมีพฤติกรรมถ่วงเวลา และหยิบส่งของทุกอย่างออกมาเองเสมือนเป็นการสร้างสถานการณ์ว่าถูกเจ้าหน้าที่กลั่นแกล้ง โดยผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้เป็นผู้รื้อทรัพย์สินแต่อย่างใด

ส่วนที่ พล.ต.ต.สมหมาย ประสิทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พูดเสียงดังใส่ผู้ชุมนุม เพราะผู้ชุมนุมถ่ายป้ายชื่อ ยศ และใบหน้าในระยะประชิด จึงรายงานตัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์และอธิบายให้เสียงเข้ากล้องบันทึกภาพของผู้ชุมนุมเพื่อป้องกันปฏิบัติการข่าวสารของผู้ชุมนุม ส่วนการตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

ต่อมา พนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารได้เดินทางมาสอบสวนผู้ร่วมชุมนุม 4 คนที่ถูกค้นรถในฐานะพยานคดีที่แกนนำ People Go Network 8 คนถูกตั้งข้อหาชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ต่อมามีผู้อ้างว่าเป็นทนายความ (ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ทราบว่าเป็นทนายความจริงหรือไม่) ขอร่วมรับฟังการสอบสวน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าโดยอ้างว่าผู้ถูกสอบสวนอยู่ในฐานะพยานไม่ใช่ผู้ต้องหา เมื่อสอบสวนเสร็จก็ปล่อยให้เดินทางต่อไปตามเส้นทางปกติ ไม่ได้ขัดขวางหรือสกัดกั้นแต่อย่างใด

สตช. เห็นว่า การรับฟังข้อเท็จจริงของศาลเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ยังไม่ครบถ้วน เร่งรัดการนัดไต่สวน ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถจัดเตรียมพยานวัตถุ ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวมาชี้แจงเพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจที่รอบคอบและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกฟ้องคดี

นอกจากนี้ สตช. ยังเห็นว่าพฤติกรรมของผู้ชุมนุมจะก่อให้เกิดการเลียนแบบการชุมนุมเพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในเรื่องต่างๆ ของกลุ่มบุคคลในประเทศ อันจะนำมาซึ่งความวุ่นวายและเกิดความเสียหาย ทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการบริหารงานของประเทศตามมาได้ จึงไม่มีเหตุที่ศาลปกครองต้องมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแก่ผู้ชุมนุมก่อนมีคำพิพากษา

คำโต้แย้งอุทธรณ์ของกลุ่ม People Go Network

อย่างไรก็ตาม ผู้ฟ้องในฐานะตัวแทน People Go Network ได้โต้แย้งคำร้องอุทธรณ์ของ สตช. ต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2561 ใจความว่า คำอุทธรณ์ของ สตช. ขัดแย้งต่อข้อเท็จจริง ดังนี้

ตัวแทน People Go Network และทนายความ

1) ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันที่ 21 ม.ค. 2561 เวลาประมาณ 04.00 น. อันเป็นเวลายามวิกาลที่กลุ่มผู้ชุมนุมกําลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ภายในวัดลาดทราย มีบุคคลไม่ทราบชื่อและหน่วยงาน ที่สังกัด เข้ามาภายในบริเวณวัด ขึ้นมาถ่ายภาพบนศาลาวัดที่ผู้ชุมนุมกําลังนอนหลับพักผ่อน และตะโกนถามหาหัวหน้ากลุ่มและระบุว่าต้องการคุยด้วย แต่ด้วยความหวาดกลัวจึงไม่มีใครตอบกลับไป ทราบภายหลังจากแม่ครัวของกลุ่มเดินมิตรภาพที่ตื่นมาเตรียมอาหารตั้งแต่เช้ามืดว่ามีเจ้าหน้าที่ตํารวจมาถามหาว่า ใครเป็นแกนนําให้ไปปลุกเรียกมาพบ

จากนั้นเวลาประมาณ 05.00 น. มีเจ้าหน้าที่ตํารวจประมาณกว่า 200 นายเข้ามาวางกําลังอยู่ที่บริเวณวัดและปากทางเข้าวัดลาดทราย ซึ่งผู้ชุมนุมรวม 32 คนพักค้างคืนรวมกันอยู่โดยสงบเรียบร้อยและมิได้มีการทํากิจกรรม หรือมีพฤติการณ์อันใดที่ขัดต่อกฎหมาย

2) ต่อมาเวลาประมาณ 06.00 น. ขณะที่ผู้ร่วมชุมนุมคนอื่นๆ กําลัง เดินทางออกจากวัดโดยรถยนต์ตามปกติและมิได้มีพฤติการณ์ที่ผิดปกติน่าสงสัย เพื่อไปยังจุดเริ่มกิจกรรมการเดินมิตรภาพต่อในวันที่สอง เจ้าหน้าที่ตํารวจซึ่งได้มาเฝ้าติดตามและรายงานความเคลื่อนไหวอยู่โดยตลอดย่อมทราบดีอยู่แล้วถึงกิจกรรมเดินมิตรภาพของกลุ่มผู้ฟ้องคดี แต่เจ้าหน้าที่กลับตั้งด่านตรวจบริเวณถนนปากทางเข้าวัดลาดทราย ทําการสกัดกั้นและบังคับเรียกตรวจรถของกลุ่มเดินมิตรภาพทุกคัน รวม 4 คันเพื่อขอตรวจและถ่ายรูปสําเนาทะเบียนรถ บัตรประชาชน ตลอดจนบันทึกข้อมูลทุกคนที่อยู่บนรถแต่ละคัน โดยไม่มีการแจ้งหรืออธิบายเหตุผลความจําเป็นในการเรียกตรวจ ถ่ายภาพ และบันทึกข้อมูลรถและผู้โดยสารให้แก่กลุ่มเดินมิตรภาพทราบแต่อย่างใด

3) เวลาประมาณ 07.00 น. ขณะที่รถคันสุดท้ายของกลุ่มเดินมิตรภาพซึ่งเป็นรถสวัสดิการสําหรับใช้ขนสัมภาระข้าวของ เครื่องใช้ที่จําเป็นให้แก่ผู้ชุมนุมซึ่งต้องเดินเท้า เดินทางออกจากวัดลาดทรายได้ถูกเจ้าหน้าที่ตํารวจกักไว้และแจ้งว่านายต้องการคุยด้วย จึงได้ควบคุมให้นํารถไปจอด บริเวณลานภายในที่ทําการองค์การบริหารส่วนตําบลลําไทร แต่เมื่อจอดรถแล้วได้พบกับ พล.ต.ต.สมหมาย ประสิทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แจ้งว่าจะทําการตรวจค้นสิ่งของในรถโดยละเอียด ซึ่งในขณะนั้นบริเวณภายในและภายนอกที่ทําการองค์การบริหารส่วนตําบลลําไทรมีกําลังเจ้าหน้าที่ตํารวจชุดควบคุมฝูงชนกว่า 200 นาย ตรึงกําลังอยู่โดยรอบ

การเข้าตรวจค้นรถมีทั้งเจ้าหน้าที่ตํารวจระดับสูงในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ และเจ้าหน้าที่ทหารสนธิกําลังร่วมตรวจค้นรถยนตคันดังกล่าว โดย พล.ต.ต.สมหมาย สั่งการให้ผู้ชุมนุมรื้อค้นสิ่งของ สัมภาระทุกอย่างในรถยนต์ออกมาแสดงให้ตํารวจตรวจดู แม้ผู้ชุมนุมจะเห็นวําเป็นการใช้อํานาจปฏิบัติการตรวจค้นรถโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจประกอบกับที่ต้องตกอยู่ภายใต้สภาวะที่ถูกบีบบังคับกดดันในวงล้อมของเจ้าหน้าที่ตํารวจจํานวนมาก ผู้ชุมนุมก็ได้ช่วยกันสําแดงสิ่งของสัมภาระบนรถทุกชิ้นแก่เจ้าหน้าที่ตํารวจ ซึ่งในท้ายที่สุดก็ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายแต่ประการใด ส่วนการที่ผู้ชุมนุมต้องใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพเคลื่อนไหวและถ่ายทอดสดระหว่างการตรวจค้นรถก็เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ และเป็นหลักประกันความปลอดภัยของผู้ชุมนุมซึ่งต้องตกอยู่ในวงล้อมของเจ้าหน้าที่ตํารวจจํานวนมาก

4) ภายหลังการตรวจค้นรถ เจ้าหน้าที่ตํารวจได้นําตัวผู้ชุมนุมรวม 4 คน มาสอบปากคําเพิ่มเติม อ้างว่าต้องการสอบถามเกี่ยวกับอุปกรณ์สิ่งของที่พบจากการตรวจค้นรถและทําบันทึกการตรวจค้นให้ผู้ชุมนุมลงลายมือชื่อ โดยไม่เคยเคยแจ้งถึงสถานะทางกฎหมายให้ทั้งสี่คนทราบก่อนเริ่มการสอบปากคําว่าเป็นการสอบสวนในฐานะพยานหรือฐานะอื่นใด และเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือพฤติการณ์แห่งคดีใด

นอกจากนี้ ระหว่างที่ถูกสอบปากคําโดยเจ้าหน้าที่ตํารวจ เจ้าหน้าที่ตํารวจไม่อนุญาตให้ทนายความหรือผู้ที่ได้รับความไว้วางใจเข้าร่วมในการสอบปากคําด้วย แม้ทนายความจะได้พยายามเจรจายืนยันหลายครั้งถึงสิทธิของผู้ที่ถูกสอบปากคําที่จะมีทนายความหรือผู้ที่ได้รับความไว้วางใจเข้าร่วมในการสอบปากคําด้วย โดยเจ้าหน้าที่ตํารวจอ้างว่าเป็นเพียงการสอบปากคําเบื้องต้น ไม่ใช่ผู้ต้องหาในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงยังไม่ให้ทนายความเข้าร่วม ทั้งเจ้าหน้าที่ตํารวจไม่เคยสอบถามขอตรวจดูใบอนุญาตว่าความของทนายความแต่อย่างใด ทั้งที่สามารถขอตรวจสอบได้หากมีข้อสงสัย

ผู้ชุมนุมทั้งสี่เพิ่งทราบสถานะในภายหลังถูกสอบปากคําไปแล้ว และพนักงานสอบสวนจะให้ลงลายมือชื่อในบันทึกคําให้การว่าอยู่ในฐานะพยานในกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ทหาร ไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้

พฤติการณ์ทั้งหมดตั้งแต่การบังคับตรวจค้นสิ่งของในรถยนต์ และการสอบปากคําโดยพนักงานสอบสวนโดยไม่ได้รับแจ้งสถานะทางกฎหมายตามความเป็นจริงตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ได้รับแจ้งสิทธิใดๆ ทั้งยังถูกปฏิเสธสิทธิในการมีทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมรับฟัง ทําให้ผู้ชุมนุมเกิดความหวาดกลัวการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตํารวจและไม่อาจทราบถึงความเสี่ยงทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นตามมา ผู้ชุมนุม 2 คนจึงปฏิเสธไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกคําให้การ เนื่องจากรู้สึกไม่ปลอดภัยและได้ขอให้พนักงานสอบสวนลงหมายเหตุไว้ในบันทึกคําให้การว่าเพราะถูกบังคับสอบปากคํา มีการใช้กําลังเจ้าหน้าที่ปิดล้อมไม่ให้เดินทาง ไม่แจ้งเหตุ ไม่มีหมาย ส่วนอีก 2 คน จํายอมลงลายมือชื่อไปเพราะไม่รู้ และไม่ได้รับแจ้งสิทธิจากพนักงานสอบสวนว่าสามารถปฏิเสธไม่ลงลายมือชื่อได้ จึงกลัวว่าจะมีความผิดและมีโทษหากไม่ยอมลงลายมือชื่อ

หลังจากนั้นเวลาประมาณ 10.30 น. ทั้งสี่คนจึงได้รับการปล่อยตัวออกมา รวมระยะเวลาตั้งแต่ถูกบังคับตรวจค้นรถ เป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง

พฤติการณ์ข้างต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยวิสัยของวิญญูชนทั่วไปย่อมไม่อาจเรียกและยอมรับได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ดูแลอํานวยความสะดวกและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมในกิจกรรมเดินมิตรภาพตามที่ สตช. กล่าวอ้าง ตรงกันข้าม การกระทําของเจ้าหน้าที่ตํารวจดังกล่าวถือเป็นการปฏิบัติการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะเป็นการปิดกั้น ขัดขวาง ข่มขู่คุกคาม และทําให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมเดินมิตรภาพโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายเกิดความหวาดกลัวในการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ ผู้ร่วมชุมนุมเดินมิตรภาพยังได้รับแจ้งจากวัดหลายแห่งที่ได้เคยติดต่อประสานไว้เพื่อขอเข้าพักค้างคืน เช่น วัดห้วยขมิ้น วัดสุวรรณคีรี และวัดศรีสว่างโนนงาม ว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เข้าไปเจรจากดดันวัด เพื่อไม่ให้ยินยอมให้ประชาชนผู้ร่วมกิจกรรมเดินมิตรภาพเข้าพักอาศัย ทั้งที่เดิมเคยได้ให้อนุญาตไว้แล้ว ทําให้ผู้ฟ้องคดีและผู้ร่วมกิจกรรมเดินมิตรภาพต้องปรับเปลี่ยนแผนกําหนดการกิจกรรมการเดินเท้าเนื่องจากต้องหาที่พักแห่งใหม่ ที่ สตช. อุทธรณ์อ้างว่าไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ตํารวจไปประสานกับทางวัดนั้นจึงไม่เป็นความจริงและไม่อาจรับฟังได้

หลังจากนั้น ระหว่างการทํากิจกรรมเดินมิตรภาพ เจ้าหน้าที่ตํารวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงก็ยังคงติดตามและคอยบันทึกถ่ายภาพกลุ่มผู้ทํากิจกรรมเดินมิตรภาพอยู่อย่างต่อเนื่องในแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่เขต จ.สระบุรี ไปจนถึง จ.นครราชสีมา จนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์การถูกปิดกั้นขัดขวาง ข่มขู่คุกคาม ที่ทําให้ทั้งผู้ฟ้องคดี ผู้ชุมนุม และประชาชนอื่นๆ หวาดกลัวต่อการใช้เสรีภาพในการชุมนุมด้วย

ที่ สตช. อ้างว่าพฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่และผู้เข้าร่วมชุมนุมในคดีนี้ จะก่อให้เกิดการเลียนแบบการชุมนุมเพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในเรื่องต่างๆ ของกลุ่มบุคคลในประเทศ อันจะนํามาซึ่งความวุ่นวายและเกิดความเสียหาย เป็นปัญหาอุปสรรคในการบริหารงานของประเทศนั้น ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ร่วมชุมนุมได้ชุมนุมโดยการเดินโดยสงบและปราศจากอาวุธ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อมุ่งสู่ จ.ขอนแก่น โดยแจ้งการชุมนุมสาธารณะถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ข้ออ้างว่าจะก่อให้เกิดการเลียนแบบและทําให้เกิดความวุ่นวายนั้นจึงเป็นเพียงการคาดคะเน กล่าวหาอย่างเลื่อนลอยของผู้ถูกฟ้องคดี และสะท้อนแนวคิดในการตีความบังคับใช้กฎหมายในทางปิดกั้นเสรีภาพการชุมนุม คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองจึงไม่ได้ทําให้เกิดปัญหาและอุปสรรคแก่การบริหารงานของผู้ถูกฟ้องคดีแต่อย่างใด