18 เม.ย. 2561 ผู้ต้องหากลุ่มคนอยากเลือกตั้ง 41 คน เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาชุมนุมทางการเมืองที่ สน.นางเลิ้ง ก่อนตำรวจนำตัวไปขอผัดฟ้องฝากขังที่ศาลแขวงดุสิต แต่ศาลให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาโดยไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก

ประมาณ 10.50 ผู้ต้องหา 41 ราย ได้แก่ 1. นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล, 2. นายศศวัชร์ คมนียวนิช, 3. นายรัฐพล ศุภโสภณ, 4. น.ส.สุวรรณา ตาลเหล็ก, 5. นายหนึ่ง เกตุสกุล, 6. น.ส.มัทนา อัจจิมา, 7. นายสุรศักดิ์ อัศวเสนา, 8. นางนิตยา ภาณุทัต, 9. นางนภัสสร บุญรีย์, 10. นางยุภา แสงใส, 11. นางประนอม พูลทวี, 12. นายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์, 13. นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ (ฟอร์ด เส้นทางสีแดง), 14. นายสมบัติ ทองย้อย, 15. นายกิตติธัช สุมาลย์นพ, 16. นายอ๊อด แอ่งมูล (ไผ่ เคแมน), 17. นายฉัตรมงคล วัลลีย์, 18. นางกมลวรรณ หาสารี, 19. น.ส.นฤมล วรุณรุ่งโรจน์, 20. นายโชคดี ร่มพฤกษ์, 21. นางพรวลัย ทวีธนวาณิชย์, 22. น.ส.วาสนา กองอุ่น, 23. น.ส.วลี ญาณะหงสา, 24. นางยุพา พวงทองดี, 25. นายบริบูรณ์ เกียงวรางกูร, 26. นางพรนิภา งามบาง, 27. นางกองมาศ รัศมิทัต, 28. นายเทวินทร์ พูลทวี, 29. น.ส.สุชาดา แช่เบ๊, 30. นางกุลวดี ดีจันทร์ (เปิ้ล), 31. น.ส.เนาวรัตน์ หนูขวัญแก้ว, 32. นายมนัส แกล้ววิกย์กิจ, 33. นายกลวัชร ดอกลําเจียก, 34. น.ส.กิ่งกนก ธนจิโรภาส, 35. นายโกวิทย์ ชมมิน, 36. ส.ต.อ.บุญสม เทพจันทร์, 37. นายสมพิณ ศรีสุข, 38. นางรักษิณี แก้ววัชระรังษี, 39. นายทรงชัย วิมลภัตรานนท์, 40. นายสุเทพ สุริยะมงคล, และ 41. นางพยงค์ ศิริงามเพ็ญ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ตามหมายเรียก

พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 41 คน ใจความว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2561 ในการปราศรัย ”รวมพลังถอนราก คสช.” ที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีนายรังสิมันต์ โรม และนาย สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ กล่าวชักชวนและนัด หมายให้กลุ่มมวลชนมารวมตัวกันอีกครั้งในวันที่ 24 มี.ค. 2561 เวลา 16.00 น., เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2561 กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group – DRG มีการโพสต์ข้อความว่า “รวมพลังกันอีกครั้ง เดินหน้าถอนราก คสช. วันเสาร์ 24 มี.ค. 2561 เวลา 16.00 น. รวมตัวที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) แล้วเดินหน้าสู่กองทัพบก มาเดินหน้าทวงสิทธิกําหนดอนาคตประเทศด้วยกัน”

เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2561 น.ส.ขลธิชา แจ้งเร็ว ได้ทําหนังสือแจ้งการชุมนุมต่อ ผกก.สน.ชนะสงคราม, ก่อนวันนัดชุมนุม นายรังสิมันต์, นายสิรวิชญ์, นายอานนท์ นําภา, นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ, นายฉัตรมงคล วัลลีย์, นายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์, และ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา ได้โพสต์ข้อความเชิญชวนให้มาร่วมชุมนุม

ต่อมาในวันที่ 24 มี.ค. 2561 เวลาประมาณ 16.10 น. ที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายรังสิมันต์ขึ้นอ่านแถลงการณ์เปิดการปราศรัยชุมนุมบนรถ 6 ล้อเครื่องขยายเสียงซึ่งติดแผ่นป้ายไวนิล “รวมพลังถอนราก คสช.” โดยมีนายกาณฑ์ทําหน้าที่เป็นพิธีกรผู้ดําเนินรายการ ประกาศเรียกชักชวนมวลชนให้รวมตัวกันมาฟังคําปราศรัย

ต่อมามีผู้สลับกันขึ้นพูดปราศรัยโจมตีการทํางานของรัฐบาลและ คสช. ว่ามีการทุจริต ใช้อํานาจโดยไม่เป็นธรรม และมีการโจมตีรัฐบาลและ คสช. เกี่ยวกับเรื่องที่มีการเลื่อนการเลือกตั้งพร้อมกับชักชวนให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลและ คสช.

ต่อมาเวลาประมาณ 17.30 น. นายรังสิมันต์ได้ประกาศเรียกแถวกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อเคลือน กําลังไปยังกองบัญชาการกองทัพบก ต่อมาเวลาประมาณ 17.40 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้เดินไปตามทางเท้าริมถนนหน้าพระธาตุ มีรถยนต์กระบะเข้ามาร่วมขบวนที่หน้าโรงละครแห่งชาติ แกนนํากลุ่มผู้ชุมนุม คือ นายสิรวิชญ์, นายรังสิมันต์กับพวก ได้ขึ้นบนรถกระบะดังกล่าว ปราศรัยโจมตีขับไล่รัฐบาล ปลุกระดมมวลชนไปตลอดเส้นทางโดยมียอดผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 350 คน

จากการสืบสวนสอบสวน ปรากฏว่ามีนายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์, นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, นายรังสิมันต์ โรม, น.ส.ณัฎฐา มหัทธนา, นายธนวัฒน์ พรมจักร, นายเอกชัย หงส์กังวาน, นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ, นายอานนท์ นําภา, นายปกรณ์ อารีกุล, น.ส.ศรีไพร นนทรี, นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล, น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว, นายกรกช แสงเย็นพันธ์, นายศศวัชร์ คมนียวนิช, นายรัฐพล ศุภโสภณ, น.ส.สุวรรณา ตาลเหล็ก, นายหนึ่ง เกตุสกุล, น.ส.มัทนา อัจจิมา, นายสุรศักดิ์ อัศวเสนา,นางนิตยา ภาณุทัต, นางนภัสสร บุญรีย์, นางยุภา แสงใส, นางประนอม พูลทวี, นายภัทรพล ธนเดชพรเลิศ (ไก่ บิ๊กแมน), นายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์, นายวิศรุต อนุกูลการย์, นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ (ฟอร์ด เส้นทางสีแดง), นายสมบัติ ทองย้อย, นายกิตติธัช สุมาลย์นพ, นายอ๊อด แอ่งมูล (ไผ่ เคแมน), นายยุกติ มุกดาวิจิตร, นายฉัตรมงคล วัลลีย์, น.ส.มัญจา หม่องคํา, นางกมลวรรณ หาสารี, น.ส.นฤมล วรุณรุ่งโรจน์, นายโชคดี ร่มพฤกษ์, นางพรวลัย ทวีธนวาณิชย์, น.ส.วาสนา กองอุ่น, น.ส.วลี ญาณะหงสา, นางยุพา พวงทองดี, นายบริบูรณ์ เกียงวรางกูร, นางพรนิภา งามบาง, นางกองมาศ รัศมิทัต, นายเทวินทร์ พูลทวี, น.ส.สุชาดา แช่เบี้, นางกุลวดี ดีจันทร์ (เปิ้ล), น.ส.เนาวรัตน์ หนูขวัญแก้ว, นายมนัส แกล้ววิกย์กิจ, นายกลวัชร ดอกลําเจียก, น.ส.กิ่งกนก ธนจิโรภาส, นายโกวิทย์ ชมมิน, ส.ต.อ.บุญสม เทพจันทร์, นายสมพิณ ศรีสุข, นางรักษิณี แก้ววัชระรังษี, นายทรงชัย วิมลภัตรานนท์, นายสุเทพ สุริยะมงคล, และนางพยงค์ ศิริงามเพ็ญ รวม 57 คน เดินเป็นขบวนบนพื้นผิวการจราจรในลักษณะกีดขวางการจราจร โดยตลอดเส้นทางมีเจ้าพนักงานผู้ดูแลการชุมนุมเข้าเจรจาโดยใช้รถเครื่องขยายเสียงประกาศว่า การกระทําของผู้ชุมนุมเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ซึ่งจากการตรวจสอบมีการปราศรัยชุมนุมอย่างรุนแรงและยุยงปลุกปั่นให้เกิดการขับไล่รัฐบาล/คสช. อย่างชัดเจน และการชุมนุมยุติลงเมื่อเวลา 20.45 น.

การกระทําของผู้ต้องหาเป็นการร่วมกันชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจํานวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปในที่สาธารณะ อันเป็นการฝ่าฝืนคําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบและความมั่นคงของชาติ ลงวันที่ 1 เม.ย. 2558 ข้อ 12 ร่วมกันเป็นผู้ชุมนุมก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะอันเป็นที่ชุมนุม หรือทําให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนเกินที่พึงคาดหมายตามเหตุอันควร เดินขบวนหรือเคลื่อนย้ายการชุมนุมระหว่างเวลา 18.00-06.00 น.ของวันรุ่งขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต, ไม่เลิกการชุมนุมสาธารณะภายในระยะเวลาที่ผู้จัดการชุมนุมได้แจ้งไว้ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 16 (1) (8) และ มาตรา 18, เดินเป็นขบวนในลักษณะการกีดขวางการจราจร หรือกระทําการด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 108, 114 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

เมื่อผู้ต้องหารับทราบข้อกล่าวหาแล้วจึงให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนนัดผู้ต้องหาเพื่อไปขอผัดฟ้องฝากขังที่ศาลแขวงดุสิตเวลา 14.00 น. อย่างไรตาม ศาลแขวงดุสิตยกคำร้องของพนักงานสอบสวน เนื่องจากผู้ต้องหาทั้งหมดมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก จึงไม่มีเหตุที่จะต้องควบคุมตัวไว้ ให้ปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข พนักงานสอบสวนจึงนัดผู้ต้องหาเพื่อส่งตัวให้อัยการวันที่ 30 เม.ย. 2561 ทั้งนี้ อภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ ไม่ได้เดินทางไปศาลเนื่องจากเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำเกินหน้าที่