วันนี้ (19 เมษายน 2561) ศาลจังหวัดเลย อ่านคำพิพากษาคดี ที่อัยการและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นโจทก์ร่วมยื่นฟ้องชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จ.เลย รวม 7คน ได้แก่ นางพรทิพย์ หงชัย, นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์, นางมล คุณนา, นางระนอง กองแสน, นางสุพัฒน์ คุณนา, นางบุญแรง ศรีทอง, และนางลำเพลิน เรืองฤทธิ์ ใน 2 ข้อหา คือ

หนึ่ง จำเลยร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309  โดยมีสมาชิก อบต.เขาหลวง 16 คน เป็นผู้เข้าร้องทุกข์

สอง นางพรทิพย์ถูกแจ้งข้อหาจัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งเจ้าพนักงาน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 10  โดย พ.ต.อ.สุจินต์ นาวาเรือน ผกก.สภ.วังสะพุง เป็นผู้กล่าวโทษ ซึ่งเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 7 เพิ่มเติมในภายหลัง ในข้อหาชุมนุมสาธารณะกีดขวาง ทางเข้าออกและรบกวนการปฏิบัติงานสถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐ ความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 8 และพนักงานอัยการจังหวัดเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดเลย เป็นคดีอาญาหมายเลขคดีดำที่ 2858/2560

 

ภาพ: กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดหน้าศาลจังหวัดเลย (วันที่ 19 เมษายน 2561)

 

 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 จากการเข้าร่วมประชุมสภา อบต.เขาหลวง ตามที่ได้รับเชิญจากประธานสภาฯ อบต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ในวาระการพิจารณาเรื่องการขอต่ออายุใบอนุญาตขอใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้และ สปก. เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัท ทุ่งคำ ชาวบ้านได้เรียกร้องให้ยกเลิกการประชุมในวาระดังกล่าว เนื่องจากผลกระทบที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ทองคำยังไม่ถูกแก้ไขและเยียวยา

ในข้อหาฝาฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ศาลจังหวัดเลยพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เนื่องจากรัฐหรือ อบต.เขาหลวง เป็นคนจัดการประชุม ไม่ใช่ชาวบ้านเป็นผู้จัดการประชุม ขณะที่ชาวบ้านก็ไปร่วมรับฟังตามคำเชิญของ อบต. และการประชุมของ อบต.เขาหลวง เป็นการประชุมตาม พ.ร.บ.อบต. 2537 ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยที่บทบัญญัติของ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ไม่ใช้บังคับในการประชุมในลักษณะดังกล่าว ดังนั้น การที่ชาวบ้านเข้าร่วมรับฟังการประชุมจึงไม่เข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ

ในส่วนข้อหาที่สอง จำเลยร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309  โดยมีสมาชิก อบต.เขาหลวง 16 คน เป็นผู้เข้าร้องทุกข์ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ดูไม่น่าเชื่อถือ และเบิกความขัดแย้งกันกับพยานโจทก์ซึ่งเป็นตำรวจ เนื่องจากพยานโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิก อบต.เขาหลวงได้เบิกความไว้ว่า ชาวบ้านได้มีการปราศรัยและข่มขู่จนทำให้เกิดความกลัว แต่จากการนำสืบโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามคำฟ้อง

ในส่วนพยานโจทก์ซึ่งเป็นตำรวจได้เบิกความว่า การเข้าร่วมรับฟังการประชุมของชาวบ้านเป็นไปโดยสงบ ไม่มีการบังคับขู่เข็ญใด ๆ และไม่ปรากฏว่าจะมีการใช้ความรุนแรง การที่ชาวบ้านใช้โทรโข่งในการปราศรัยนั้น เนื่องจากชาวบ้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียและเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำ ศาลจึงเห็นว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตามระบอบประชาธิปไตย และได้รับการคุ้มครองในรัฐธรรมนูญ

ด้านธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนและเป็นทนายความของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ให้ความเห็นหลังจากได้ฟังคำพิพากษาว่า “เนื่องจาก พ.ร.บชุมนุมฯ ซึ่งเพิ่งมีการประกาศใช้ จึงอาจจะยังไม่มีแนวปฏิบัติที่แน่ชัดสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทำให้เจ้าหน้าที่มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้ก่อน ส่งผลให้ประชาชนไม่มั่นใจในสิทธิและเสรีภาพของตนเองที่จะออกมาเรียกร้องต่อรัฐ หรือต่อสาธารณชน  ทำให้ประชาชนเข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ไปโดยอัตโนมัติ แต่สำหรับคดีนี้ อย่างน้อยศาลก็ได้วางบรรทัดฐานในเรื่องของการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมให้หนักแน่นขึ้น”