จากกรณีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ และในหลายจังหวัดได้มีการขึ้นป้ายและพยายามเปิดศูนย์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.59 โดยในหลายพื้นที่ได้ถูกเจ้าหน้าที่พยายามเข้าปิดกั้นและยึดป้ายศูนย์ดังกล่าว ก่อนที่ต่อมา เจ้าหน้าที่ทหารหรือประชาชนที่ไม่เห็นด้วยจะมีการเข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหามั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไปในบางพื้นที่ เช่น กรณีนปช.ส่วนกลาง จำนวน 19 คน, กรณีการเปิดศูนย์ปราบโกงที่จังหวัดนครพนม หรือกรณีการขึ้นป้ายศูนย์ปราบโกงที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยังได้รับรายงานว่าเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.59 เจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพทหารม้าที่ 12 ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้ขึ้นป้ายศูนย์ปราบโกงประชามติที่อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเด่นชัย ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

ทางพนักงานสอบสวนสภ.เด่นชัยได้มีการทยอยเรียกผู้ต้องหาจำนวน 5 คน เข้ารับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าวในช่วงปลายเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ได้แก่ นางปริศนา เทพปิตุพงศ์ อายุ 61 ปี, นางวันดี แปลงใจ อายุ 58 ปี, นางพวงทอง นามศร อายุ 58 ปี, นางนงลักษณ์ เจริญวงค์ อายุ 70 ปี และนางสายรุ้ง พิมเสน อายุ 47 ปี

นางปริศนา เทพปิตุพงศ์ เปิดเผยว่าเมื่อช่วงเช้าวันที่ 19 มิ.ย.59 ตนได้จัดทำบุญเปิดร้านน้ำส้มเกล็ดหิมะที่บริเวณบ้านของตนเอง และมีเชิญเพื่อนมาร่วมทำบุญและรับประทานอาหารร่วมกัน รวมแล้วประมาณ 30 คน ซึ่งบางส่วนเป็นคนเสื้อแดงที่เคยเคลื่อนไหวร่วมกันมาก่อน และยังมีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ ไม่ได้ตั้งใจจะขึ้นป้ายศูนย์ปราบโกงประชามติใดๆ โดยทราบว่าในกลุ่มมีป้ายดังกล่าวอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ติดตามข่าวการปิดกั้นและจับตาเข้มงวดของเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงก่อนหน้าวันที่ 19 มิ.ย. จึงไม่ได้คิดที่จะขึ้นป้าย  แต่ปรากฏว่าในระหว่างกิจกรรมการทำบุญนั้น ได้มีเพื่อนในกลุ่มชักชวนกันนำป้ายขึ้นมากางและถ่ายรูป เป็นป้ายที่มีสโลแกน “ประชามติต้อง…ไม่โกง ไม่ล้ม ไม่อายพม่า” และป้ายที่เขียนว่า “ศูนย์ปราบโกงจังหวัดแพร่” พร้อมกับมีการแจกจ่ายเสื้อศูนย์ปราบโกงประชามติให้กับผู้ร่วมงาน

แพร่ 5

ภาพขณะมีการขึ้นป้ายศูนย์ปราบโกงที่อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.59

นางปริศนากล่าวว่าการขึ้นป้ายศูนย์ปราบโกงไม่ได้เป็นการติดอย่างถาวร เพียงแต่มีคนถือเอาไว้เพื่อถ่ายรูป และเมื่อถ่ายรูปเสร็จ ก็เก็บป้ายลง โดยไม่มีใครคิดว่าจะเป็นความผิดใดๆ  แต่ต่อมาปรากฏว่ามีการเผยแพร่รูปดังกล่าวลงในโลกออนไลน์ ทำให้มีเจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจมาติดตามที่บ้านของตนในคืนวันที่ 19 มิ.ย.นั้น  ก่อนที่ในวันที่ 20 มิ.ย. เจ้าหน้าที่ยังมีการเชิญตัวตนในฐานะเจ้าของบ้าน และเพื่อนอีกคนหนึ่งไปพูดคุยที่ที่ว่าการอำเภอ โดยมีทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองร่วมพูดคุย เพื่อสอบถามถึงเหตุการณ์เปิดศูนย์ปราบโกงประชามติดังกล่าว ก่อนจะมีการให้เซ็นบันทึกข้อตกลงไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองกับเจ้าหน้าที่

ในวันเดียวกัน ได้มีการพาตัวเธอและเพื่อนไปที่สถานีตำรวจภูธรเด่นชัย ก่อนทราบว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหาเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดป้ายศูนย์ปราบโกง 2 ผืน และเสื้อศูนย์ปราบโกง 2 ตัว ไว้เป็นของกลาง โดยนางปริศนายืนยันตามข้อเท็จจริงว่าภาพการเปิดศูนย์ปราบโกงดังกล่าว ไม่ได้มีการติดป้ายขึ้นจริงๆ แต่มีการถือป้ายเพื่อถ่ายรูปร่วมกัน ในระยะเวลาเพียงแค่ไม่เกิน 5 นาที และยังเกิดขึ้นภายในบ้านของเธอเอง ไม่ได้เป็นที่สาธารณะใดๆ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเรียกผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหาอีก 3 คน ทำให้รวมแล้วมีผู้ถูกดำเนินคดี 5 คน ทั้งหมดเป็นผู้หญิง บางคนอายุมากแล้ว และไม่ได้เป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวในพื้นที่แต่อย่างใด โดยทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวในชั้นสอบสวนโดยไม่ต้องประกันตัว  เจ้าหน้าที่ยังได้มีการนำคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มาให้ดู และระบุว่าในวรรคที่ 2 ของข้อ 12 ดังกล่าวระบุเรื่องการยินยอมไปอบรมไม่เกิน 7 วัน เพื่อให้คดีเลิกแล้วต่อกันได้ นางปริศนาและกลุ่มผู้ต้องหาจึงยินยอมในเงื่อนไขดังกล่าว

จากนั้นเมื่อวันที่ 1 ก.ค. จึงได้มีหนังสือจากกองพันทหารม้าที่ 12 แจ้งให้ผู้ต้องหาทั้ง 5 คนไปรับการอบรมที่สโมสรกองพันทหารม้าที่ 12 ค่ายพระยาไชยบูรณ์ อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค.- 8 ก.ค.59 เวลา 9.00 น. จากการสอบถามเบื้องต้น ทราบว่าการอบรมไม่ได้มีการให้ค้างคืนในค่ายทหารแต่อย่างใด แต่ให้ผู้ต้องหาไปเช้าเย็นกลับตลอด 5 วันของการอบรมโดยเจ้าหน้าที่ทหาร

ทั้งนี้ ในคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ข้อ 12 ในวรรคที่ 2 ระบุว่าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งที่สมัครใจเข้ารับการอบรมจากเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นระยะเวลาไม่เกินเจ็ดวันและเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเห็นสมควรปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไข หรือไม่มีเงื่อนไข ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามมาตรา 37 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2529

หลังการใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับนี้ กล่าวหาและดำเนินคดีกับประชาชนหลายกรณี ปรากฏกรณีที่ยอมเข้ารับ “การอบรม” จากเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยดังกล่าว และทำบันทึกข้อตกลง เพื่อให้คดีเลิกแล้วต่อกัน ได้แก่ กรณีของนักวิชาการบางส่วนในคดีแถลงข่าวมหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหารที่จังหวัดเชียงใหม่

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

1 ปี คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 : “อำนาจพิเศษ” ในสถานการณ์ปกติ