18 ต.ค. 2561 ครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์ที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งในชุดเสื้อกีฬาสีม่วง ถูกประชาชนหลายสิบคนในชุดสีดำลากตัวออกมา ตบหัว เตะ และบังคับให้นั่งลงกราบพระบรมฉายาลักษณ์ ที่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี ภาพเคลื่อนไหวเหตุการณ์นี้กลายเป็นคลิปที่แชร์ต่อกันบนสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงเวลานั้น หลังความโศกเศร้าจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ครอบคลุมอยู่ทั่วไปในสังคมไทย

18 ต.ค. 2559 เวลาประมาณ 06.30 น. ‘เค’ (นามสมมติ) โพสต์ขายเหรียญลงในกรุ๊ปเฟซบุ๊กซื้อขายของเก่าแห่งหนึ่ง ทำให้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กเข้ามาด่าทอโต้เถียงด้วยแต่เพียงไม่กี่นาทีเขาก็ลบโพสต์ดังกล่าวออก อย่างไรก็ตาม มีคนที่บันทึกภาพหน้าจอ (capture) ไว้ได้ทัน

จากนั้น ประมาณ 09.00 น. มีคนโทรศัพท์มาที่มือถือของเขา แจ้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและบอกว่ากำลังจะมีคนเข้าไปทำร้าย ทางเจ้าหน้าที่จะไปรับตัวออกมาจากห้องพัก แต่ประมาณ 30 นาทีต่อมา กลับมีกลุ่มบุคคลมาที่ห้องพร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของที่พัก เขาจึงตัดสินใจเปิดประตูเพราะคิดว่าถึงอย่างไรเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็สามารถเปิดประตูเข้ามาได้

จากนั้น กลุ่มคนดังกล่าวได้เข้ามาลากตัวเขาออกไปจากห้องและทำร้ายร่างกาย ก่อนนำตัวเขาไปที่ลานด้านหน้าที่พัก ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลภูมิพลอดุลยเดชตั้งอยู่ เพื่อให้เคทำการขอขมา แต่ยังคงมีการทำร้ายร่างกายเขาอีกโดยการใช้เท้าถีบที่ใบหน้า

เคถูกควบคุมตัวไปยัง สภ.พานทอง ก่อนถูกดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้หลักทรัพย์จากการระดมทุนรับบริจาคจำนวน 200,000 บาท

11 ม.ค. 2560 พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรีมีความเห็นสั่งฟ้องคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เคให้การปฏิเสธและขอต่อสู้คดี โดยยอมรับว่าเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้มีเจตนาจะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ที่ทำลงไปเพราะโกรธคนที่เข้ามาต่อว่าในช่องแสดงความเห็นเท่านั้น

คดีนี้สืบพยานทั้งหมด 15 ปาก โจทก์นำพยานเข้าสืบ 13 ปาก จำเลย 2 ปาก เริ่มสืบพยานวันที่ 22 ส.ค. 2560 ถึงวันที่ 18 พ.ค. 2561 เป็นนัดพิจารณาคดีแบบไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากจำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และศาลเปิดโอกาสให้โจทก์และจำเลยมีโอกาสถามความอย่างเต็มที่ ทำให้สืบพยานไม่เสร็จตามที่นัดไว้เดิม ต้องเพิ่มวันนัดสืบพยานภายหลัง คดีนี้ ศาลจังหวัดชลบุรีพิจารณาโดยเปิดเผย อนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์จดบันทึก แต่ห้ามนำคำเบิกความของพยานในคดีมาเผยแพร่ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา

หลังสืบพยานเสร็จสิ้น ศาลจังหวัดชลบุรีนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 5 ก.ค. 2561 ยกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ แต่ลงโทษฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยหลอกลวง ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) ให้จำคุก 1 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษเหลือจำคุก 8 เดือน คดีอยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์ เคขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์โดยเพิ่มหลักทรัพย์ประกันตัวเป็น 270,000 บาท

คำพิพากษาของศาลจังหวัดชลบุรี พอสรุปได้ดังนี้

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยใช้โทรศัพท์มือถือโพสต์ขายเหรียญกษาปณ์ชนิดต่างๆ ที่ปรากฏพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพร้อมข้อความประกอบ และแสดงความคิดเห็น มีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงประการเดียวว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่

ศาลเห็นว่า เหรียญกษาปณ์เป็นเงินตราประเภทหนึ่ง ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เหรียญกษาปณ์แต่ละชนิดที่นำออกใช้จะมีมูลค่าเท่าใดขึ้นอยู่กับราคาซึ่งกำหนดไว้หน้าเหรียญ เหรียญกษาปณ์เป็นสังหาริมทรัพย์ที่สามารถนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ ในฐานะที่เป็นทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปหาไว้เป็นของสะสม ราคาของเหรียญในฐานที่เป็นทรัพย์สินย่อมขึ้นอยู่กับความต้องการหรือความนิยมของผู้ซื้อและความพอใจของผู้ขาย ราคาขายจึงอาจสูงหรือต่ำกว่าราคาที่หน้าเหรียญ การขายเหรียญในราคาที่ต่ำกว่าราคาหน้าเหรียญจึงมีผลเพียงแต่ลดทอนมูลค่าของเหรียญกษาปณ์ แต่ไม่มีผลเป็นการลดทอนคุณค่าในเชิงสัญลักษณ์บนเหรียญกษาปณ์ที่แสดงถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์แต่อย่างใด

ทั้งการที่พสกนิกรชาวไทยซึ่งอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชต่างรักเคารพเทิดทูนพระองค์ท่าน ก็โดยเหตุที่ว่า ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติ ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอันมีคุณประโยชน์ต่อพสกนิกรชาวไทยนานัปการ ความรักเคารพเทิดทูนของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อพระองค์ท่านจึงไม่แปรผันไปตามมูลค่าของเหรียญกษาปณ์ที่สูงขึ้นหรือต่ำลง การที่จำเลยโพสต์ภาพเหรียญกษาปณ์ชนิดต่างๆ พร้อมข้อความประกาศขายเหรียญทั้งหมดในราคาเดียว ไม่ว่าจะมีเจตนาขายเหรียญกษาปณ์นั้นหรือไม่ จึงไม่เป็นการใส่ความพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ไม่เป็นการดูถูกเหยียดหยามพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

จำเลยต้องการโพสต์เพื่อสร้างความตลก แต่ผู้ที่รับสารไม่ได้คิดแบบเดียวกัน เมื่อถูกตำหนิจำเลยจึงโกรธ และแสดงความคิดเห็นโดยใช้คำสรรพนามไม่สุภาพต่อว่าผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาดมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาดมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า “เหมาเหรียญ 10 เหรียญละ 5 บาท ใช่ไหมคะ” ซึ่งเป็นการสอบถามในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการขายโดยตรง จำเลยกลับไม่ตอบ แต่ตอบโต้คนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นในทางตำหนิจำเลยทันที แสดงเจตนาที่อยู่ภายในใจว่า จำเลยมิได้มีเจตนาจะขายเหรียญจริง โพสต์ของจำเลยจึงเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยหลอกลวง การกระทำของจำเลยมีผลเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของเพจ ทำให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกของเพจที่มีอยู่ประมาณ 90,000 คน และผู้ดูแลรู้สึกสับสน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1)

ในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ ได้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2560 ยกเลิกความในมาตรา 14 เดิม และให้ใช้ความใหม่แทน ปรากฏว่า กฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลย

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่ ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 19 ปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษลงหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญมาตรา 76 จำคุก 1 ปี คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างนับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก