14 พ.ย.2561 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก มีนัดฟังคำพิพากษาคดีของสกันต์ (สงวนนามสกุล) ที่อัยการฟ้องเป็นจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2560 จากเหตุที่พูดคุยในเรือนจำพิเศษกรุงเทพระหว่างจำคุกในคดีที่สืบเนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2552

ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องสกันต์ โดยให้เหตุผลว่าข้อความที่อัยการระบุว่าจำเลยได้พูดในเรือนจำฯ นั้นจำเป็นต้องตีความและในข้อความดังกล่าวไม่ได้ระบุว่ากล่าวถึงใครอย่าชัดเจน

ศาลกล่าวต่อว่า แม้ในคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพแต่การกระทำของจำเลยนั้นไม่สามารถยืนยันในข้อเท็จจริงได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และพระราชินีตามที่จำเลยถูกกล่าวหา ศาลจึงพิจารณาตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 ให้ยกฟ้องจำเลย

ศาลไม่ได้สั่งให้ขังจำเลยระหว่างรออัยการซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ว่าจะมีการอุทธรณ์คดีหรือไม่ จำเลยจึงได้รับการปล่อยตัวกลับหลังศาลพิพากษาเสร็จ

หลังเสร็จสิ้นกระบวนการศาล สกันต์ให้สัมภาษณ์ว่าคดีเกิดขึ้นในระหว่างที่เขาถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เขาถูกผู้ต้องขังด้วยกันเองแจ้งความดำเนินคดีนี้จนทำให้ตัวเขาเองที่กำลังจะพ้นโทษจำคุกจากคดีแรกในปี 2558 เนื่องจากได้เลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นดีแล้วและกำลังจะได้รับการอภัยโทษต้องยุติไป

จากเหตุดังกล่าว ทำให้สกันต์ต้องติดคุกเต็มจำนวนโทษที่ศาลพิพากษาเป็นเวลานานถึง 4 ปีกว่า ก่อนจะพ้นโทษออกมาแล้วถูกตำรวจอายัดตัวในคดีที่สองนี้เมื่อวันที่ 11 ต.ค.2560 และเขาถูกขังระหว่างพิจารณาคดีอีก 7 เดือนจนกระทั่งศาลอนุญาตให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์เป็นเงินสด 500,000 บาท

สกันต์เล่าถึงสาเหตุที่ทำให้ถูกเพื่อนร่วมคุกแจ้งความอาจจะเป็นเพราะผู้คุมได้ตั้งเขาให้เป็นผู้ช่วยฝึกผู้ต้องขังเนื่องจากเขาเคยเข้ารับการฝึกทางทหารตอนที่ยังเป็นทหารประจำการอยู่มาก่อน ทำให้ผู้ต้องขังคนอื่นๆ ไม่พอใจสถานะของเขา แม้ว่าตัวสกันต์เองจะไม่ได้เต็มใจรับหน้าที่นี้สักเท่าไหร่ก็ตาม

ก่อนที่ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2561 หลังจากที่ศาลได้สอบคำให้การสกันต์และตรวจพยานหลักฐานในคดีนี้ไปแล้ว เขาได้ขอให้การใหม่อีกครั้งเป็นการรับสารภาพแทน